โจทย์วิจัย : ๔. หลักสูตรบัณฑิตศึกษาภาคพิเศษมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง
แต่เมื่อผมถามผู้ใหญ่ที่คิดรอบคอบ ท่านบอกว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่จัดหลักสูตรแบบนี้อย่างมีคุณภาพ ทำให้มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ๒ ประการ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Nina · 8 ก.ย. 2552
Praepattra · 8 ก.ย. 2552
คนไร้กรอบ · 8 ก.ย. 2552
หยั่งราก ฝากใบ · 8 ก.ย. 2552
สัณห์พิชญ์ · 8 ก.ย. 2552
ครูอ้อย แซ่เฮ · 8 ก.ย. 2552
เป็นโจทย์วิจัยที่ท้าทายครับอาจารย์
เป็นโจทย์วิจัยที่ท้าทายครับอาจารย์
อาจารย์คะ หนูขอร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยคนนะคะ อาจารย์คะหนูก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นมหาบัณทิตที่จบมาจากภาคพิเศษค่ะ หนูเป็นคนนึงที่อยากเรียนในเวลาภาคปกติ แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวยจึงต้องขวนขวายเพื่อที่จะให้ได้เรียน จึงต้องเรียนภาคพิเศษค่ะ คิดว่าเงินคงไม่เท่ากับความรู้ของผู้ที่อยากจะศึกษาหาความรู้ หนูเชื่อว่าบัณทิตที่จบภาคพิเศษสามารถเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพได้ไม่แพ้ภาคปกติค่ะ แต่คงก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียเงินเพียงเพื่อให้ได้แค่ปริญญาบัตร โจทย์วิจัยของอาจารย์เป็นเรื่องที่น่าจะได้รับการสานต่อนะคะ หนูอยากทราบเหมือนกันค่ะ ว่าท้ายที่สุดแล้ว ข้อดี ข้อเสียอย่างไรจะมากกว่ากันค่ะ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่คนเป็นหลักบวกกับ โครงสร้างหรือปรัชญาของหลักสูตรซึ่งเป็นแบบฝึกหัดชีวิต (คนหรือผู้เกี่ยวข้อง อาทิเช่น อาจารย์ ผู้บริหาร นักศึกษา หรืออื่นๆ) ในเมื่อความหมายของ “ระบบการศึกษา” ก็คือ ระบบพัฒนาตัวเองเพื่อออกจากความไม่รู้(ความไม่รู้ก็คงมีมิติหลากหลาย)กระผมมองว่า จะนอกระบบหรือในระบบ หากมันเป็นไปโดยธรรมและสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ก็คงดีครับผม เป้าหมายอยู่ที่การพัฒนามนุษย์ออกจากความไม่รู้ ที่จะใช้ชีวิตอยู่คู่กับสรรพสิ่งในโลกให้ยั่งยืน มีสันติสุข ทั้งนี้ด้านความถนัด ความเข้มข้น ความลึกซึ้งหรือปัจจัยอื่นๆ อาจจะต่างกันไปบ้างตามเส้นทางที่ผ่านมาหรือได้รับโจทย์ชีวิตที่มันต่างกัน หากมองที่เป้าหมายใหญ่ได้แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรระหว่างการศึกษาในระบบกับนอกระบบ เพราะต่างก็คือ ระบบพัฒนาตัวเองเพื่อออกจากความไม่รู้ แต่ถ้ามาตั้งใจเอาใบปริญญาที่ขาดจิตวิญญาณเป็นหลัก ขาดกระบวนทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ สังคม และสรรพสิ่งร่วมโลก โดยมาเพียงเพื่อวัตถุประสงค์แห่งการสนองต่ออัตตานั้น หากระบบตัวกรองไม่ดีพอ(คนที่เกี่ยวข้องและหลักสูตร) มันก็เหมือนส่งเสริมให้คนที่ต้องการสนองอัตตาเป็นหลัก ได้มีอำนาจ ได้ปกครองบ้านเมือง เพื่อการแห่ง วัตถุ ลาภ ยศ สรรเสริญ และอำนาจ โดยการได้มานั้น มาจากกระบวนการคิดบนความอยากของสภาวะจิตและปัญญาที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลา มี มิจฉาทิฐิ สร้างคน มีลักษณะ ตัวกู-ผลประโยชน์ของกู-เพื่อนกูอยู่มาก หากสังคมสร้างบันไดให้เท่ากับว่า เราได้เพิกเฉย ต่อสิ่งที่จะทำให้สังคมจะเกิดความเสื่อม มีผลโดยรวมกับสังคมมนุษย์ทั้งในเชิงจิตวิทยาและการปฏิบัติในสังคม กระผมมองว่าเราควรร่วมด้วยช่วยกันสร้างจิตสำนึกดีๆในสังคมครับผม แม้จะอยู่บนความหลากหลายที่ต่างๆกันไป ซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่เหตุปัจจัย แต่เราควรทำยังไง/หาวิธีอะไร ที่ทำให้ระบบการศึกษาตรงความหมายหรือปรัชญาของมัน บนความหลากหลายกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ต่อจากนั้น การเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการใช้ชีวิตบนโลกหลังที่มาจากกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปนั้น จะมีผลในทางปฏิบัติไปด้วย กระผมเชื่อว่า เขาจะทำให้สิ่งดีงามผุดขึ้นในใจมากขึ้น ตั้งใจอยากจะสร้างสิ่งดีๆในโลกมากขึ้น อยากทำให้สังคมมนุษย์รักกันมากขึ้น อยากเห็นความงามกัน มีการแบ่งปันกันมากขึ้น ให้อภัยกันมากขึ้น เมตตากันให้มากขึ้น หากทำได้เช่นนี้ เชื่อว่าไม่นานสังคมโดยรวมจะเข้าสู่ความสันติสุขครับผม
เรียนแสดงความเห็นด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เรียนท่านอาจารย์Prof. Vicharn Panich ที่เคารพ
paaoobtong
08/09/52
14/19