วันนี้มีโอกาสกลับไปที่ “บ้าน” บ้านที่ครั้งอดีตเคยอยู่กับพร้อมหน้า พร้อมตา...

 

เมื่อฉันเข้าไปในบ้าน ฉันมีโอกาสนั่งหวนคิดคือ “ความหลัง”

 

เมื่อก่อนตอนสมัยเด็ก ๆ ฉันเคยมาอยู่ที่นี่ มาอยู่กับปู่ กับย่า และ “พี่สาว...”
ถึงแม้นว่าคราวโน้นบ้านของฉันจะหลังเล็ก แต่ฉันก็มีความสุข สนุกสนาน

แต่บ้านวันนี้ที่ฉันไปนั้นช่าง “เงียบเหงา”
เพราะเมื่อหลายปีก่อน “ปู่” จากฉันไป
เพราะเมื่อสามปีก่อน “ย่า” จากฉันไป
และเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “พี่สาว” จากฉันไป

 

วันนี้ฉันคงมีโอกาสนั่งอยู่ในบ้านนั้นเป็น “ครั้งสุดท้าย”
เพราะพี่เขยของฉันเขาบอกว่าจะขายบ้านหลังนั้น...

ความทรงจำแห่งอดีตที่ครอบครัวของฉันเคยอยู่กันพร้อมหน้าและพร้อมตา วันคืนนั้นจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
ความสุขแห่งความ “อบอุ่น” ที่เราเคยอยู่ร่วมกัน วันนั้นจะไม่มีอีกแล้ว
หรือแม้นเพียง “อนุสรณ์สถาน” คือ “บ้าน” หลังนี้ ก็คงจะ “ไม่มีอีกแล้ว...”

 

นี่น่ะหรือคือ “สัจธรรม” แห่งชีวิต
สิ่งที่เคยคิดว่าเที่ยง วันนี้กลับไม่เที่ยง จีรังและยั่งยืน
แม้อิฐที่ว่าแข็ง ปูนที่ว่าแกร่ง ที่ครอบครัวของเราเคยทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ซื้อบ้านหลังนี้ นับจากนี้คงเหลือแค่ “ความหลัง...”

 

อันชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นเช่นนี้ และนี่คือ “ความจริง” ของชีวิต
ความสุขเมื่อครั้งเก่าก่อนสมัยที่ฉันยังเด็ก ยังดูสดใหม่ ร้อน ๆ เหมือนยกออกจากเตา
แต่ทว่า นั่นก็เป็นเพียงแค่ “ความคิด” ที่ฉันหวนจิตสู่หนหลัง

วันนี้ยังดีฉันยังมี “โอกาส” ได้เหยียบบ้านนี้เป็นครั้งสุดท้าย
แต่ “พี่สาว” ของฉัน วันนั้นที่เขาก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้ไป ใครจะรู้เล่าว่า วันนั้นคือวันสุดท้ายสำหรับ “พี่สาว” ของฉัน

แม้นกระดูก หรืออัฏฐิ ที่น้องชายอีกคนหนึ่ง นำกลับมาสู่เมืองไทยเมื่อหลายวันก่อน
เศษเถ้าธุลีแห่งความทรงจำนั้นยังไม่มีโอกาสได้ “กลับบ้าน...”

วันนี้พี่สาวฉันอยู่กับฉัน ณ ที่แห่งนี้
ฉันพาพี่สาวฉันมา “อยู่กับฉัน”

หลับให้สบายนะ “พี่สาว”
ถึงแม้นว่าดาวบนท้องฟ้าจักเงียบเหงา แต่ก็ขอให้รู้ว่าความผูกพันของสองเรา นั้นยังอยู่เท่าตราบนิรันดร์...