“วัยเด็ก” เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ จดจำ และเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อม จึงเป็นวัยที่พร้อมที่จะรับเอาสิ่งที่ดี และไม่ดีต่างๆเข้าสู่จิตใจ หากแต่ยังขาดประสบการณ์ ในการวิจารณญาณสิ่งต่างๆ จึงเป็นช่วงที่สำคัญมากในการสั่งสอนให้เด็กได้รับการเรียนรู้ในสิ่งที่ดีงาม และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งจิตใจที่จะเจริญงอกงามยิ่งขึ้น เมื่อเด็กเหล่านี้ได้โตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต...

    ระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2552 โรงเรียนเชียงกลมวิทยา ได้มีกำหนดการ จัดกิจกรรม "ค่ายวัยใส หัวใจใฝ่ธรรม" ขึ้น สำหรับเด็กนักเรียน ระดับชั้น ม.4-6 จำนวน  246  คน  ณ  วัดป่าห้วยลาด       ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย

    กิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อปลูกฝังศีลธรรม ระเบียบวินัย สัมมาทิฐิ ความกตัญญู อันเป็นคุณธรรมเบื้องต้นให้แก่นักเรียน ในการเตรียมพร้อม สำหรับการเรียนรู้ และมุ่งหวังให้นักเรียนเหล่านี้ ได้แบบอย่างในการก้าวเดินอย่างมั่นคงบนหนทางแห่งความดี เป็นบุตรที่ดี และเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในภายหน้า...

   การจัดกิจกรรม 3 วัน 2 คืน นับเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่ผู้เขียนขอเล่าโดยสังเขป คือ

   @ วันที่ 3 กันยายน 2552

     - พิธีเปิด "ค่ายวัยใส หัวใจใฝ่ธรรม" โดย ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงกลมวิทยา นายบรรจง  ปัทมาลัย

     - พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ และสมาทานศีล 5 จากนั้น จัดระเบียบแถว แจ้งระเบียบค่าย

     - เปิดหัวใจใฝ่ธรรม แนะนำพระวิทยากร ฝึกมารยาทชาวพุทธ การทำวัตร บริหารจิตเจริญปัญญา play & learn เพลินธรรม1

     - กิจกรรม "สร้างพลังแห่งศรัทธา เยาวชนไทยทำความดีถวายในหลวง"

   @ วันที่ 4 กันยายน 2552

     - ทำวัตรเช้า บริหารจิตเจริญปัญญา เดินจงกรม พบพระพบธรรม

     - กิจกรรม "ธรรมจากสื่อ" เรื่อง รู้เท่าทันภัยสังคม ในยุคปัจจุบัน

     - เปิดสัมผัส มองใจ, กิจกรรม "เก่ง ดี มีสุข กับการเรียน การใช้ชีวิต

     - การทำวัตร บริหารจิตเจริญปัญญา play & learn เพลินธรรม2 

     - กิจกรรม "Family of Loves"  

   @ วันที่ 5 กันยายน 2552

     - ทำวัตรเช้า บริหารจิตเจริญปัญญา, ขยับกาย สบายชีวิต 

     - กิจกรรม "วาระกตัญญู" ทำความสะอาดบริเวณต่างๆ ในวัด

     - กิจกรรม "มาลา บูชาครู" "อธิฐานจิต เพื่อชีวิตใหม่"

     - พิธีปิด โดย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป นายเจษฎา นาสินส่ง พร้อมมอบเกียรติบัตรและกล่าวให้โอวาทข้อคิแก่นักเรียน ก่อนเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

  

@ จุดเปลี่ยนของชีวิต...ที่ลิขิตด้วยความดี @

     วัยรุ่น เป็นวัยใกล้ที่จะเป็นผู้ใหญ่อันใกล้นี้ เป็นวัยที่กำลังหาเอกลักษณ์ของตัว ค้นหาความเป็นตัวเอง จึงจัดเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตช่วงหนึ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะวัยนี้ กำลัง อยากเรียนรู้ทดลองสิ่งต่างๆ และจะให้ความสำคัญกับเพื่อนมากเป็นพิเศษ และอยากเป็นคนสำคัญในหมู่เพื่อนๆ ต้องการการยอมรับอย่างสูง
หากว่าพื้นฐานทางจิตใจไม่ดี อยู่ในกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ก็มีโอกาสพลาดพลั้งต่อชีวิตได้มาก

     การปลูกฝังศีลธรรม ระเบียบวินัย ฝึกฝนอบรมตนเอง ให้รู้จักเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต มีโอกาสนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเพื่อปรับปรุงพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งและเบิกบาน สมกับมัชฌิมวัย ให้เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีสติปัญญาดี บุคลิกภาพดี มีจิตใจที่สดชื่นเบิกบาน แจ่มใส อยู่เสมอ...

    ...คือ สิ่งที่ ครู-อาจารย์ ตั้งหวังไว้ อยากให้...ลูกศิษย์ได้ ติดกาย ฝังใจ ไปสร้างมงคลชีวิตแก่ตัว ครอบครัว และสังคมต่อไป...

*_*

   @ เก็บมาฝาก @

ไอน์สไตน์พบ  พระพุทธเจ้าเห็น  สร้างความฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ และวงการธรรมะไปพร้อม ๆ กัน  เรียกได้ว่าเป็นหนังสือคุณภาพเล่มหนี่ง  ที่ผู้อ่านชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งเพราะสามารถนำเสนอการเชื่อมโยงการค้นพบระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธศาสตร์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ  ชวนให้ติดตามจนวางไม่ลง  ทำให้ชื่อของ  ทพ.สม  สุจีรา  เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว         

            นี่คือ บางส่วนของรสชาติที่น่าดื่มกินของหนังสือเล่มนี้          

            เรื่องพระพุทธศาสนา         

            “.... สิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับชาวตะวันตกมากที่สุด  คือ  เรื่องกาลามสูตร  ที่เน้นว่าอย่าเชื่อเพราะได้ฟังตามกันมา  อย่าเชื่อเพราะได้เรียนตามกันมา  อย่าเชื่อเพราะเพียงเข้าได้กับทฤษฎีของตน...  ฯลฯ   การที่พระพุทธเจ้าตรัสแบบนี้ทำให้ฝรั่งทึ่งมาก เป็นศาสนาที่แปลก  ไม่เน้นศรัทธา  ไม่เน้นให้เชื่อ  แต่ข้ามไปขั้นใช้ปัญญาเลย       “ไอน์สไตน์ ได้มาศึกษาพุทธศาสนา  ได้อ่านกาลามสูตร  แล้วแปลกใจว่า มีศาสนาแบบสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่าย ๆ  อยู่ด้วย  ไอน์สไตน์ประทับใจมาก เขียนเป็นบทความเพื่อให้ชาวโลกรับรู้ว่า          ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล  ศาสนาซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์  ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์  หากมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็  ศาสนานั้น  คือ  ศาสนาพุทธ ....”          

           “....สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสในการสนทนาธรรม  ครอบคลุมทุกเรื่องของวิทยาศาสตร์กายภาพ  ทั้งระดับใหญ่ที่สุดอย่างจักรวาล  ระดับเซลล์   จนถึงระดับเล็กสุดขั้นปรมาณู  การค้นพบทางฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา  เป็นการค้นพบในภายหลังในการตรัสรู้นับพันปี ....” (หน้า 45)

             “ เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเก็บการค้นพบของโลก และจักรวาลไว้  ไม่แสดงออกมา  ก็เพราะการค้นพบเหล่านั้นไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้น ....” (หน้า 45)         

             “ แม้ว่าพระพุทธองค์จะไม่เน้นถึงการค้นพบทางกายภาพ เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์  เพราะการค้นพบนั้นไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสสาร  พลังงาน  จักรวาล  ปรมาณู  การยืดหดของเวลา ฯลฯ  ทั้งหลายเหล่านี้ 
พระพุทธองค์ทรงเคยตรัสมาแล้วทั้งนั้น ” (คำนำ)
         

             “...นักวิทยาศาสตร์คลานต้วมเตี้ยม  ค่อย ๆ ศึกษาปริศนาของจักรวาล  เหมือนคนตาบอดคลำช้าง  ใช้เวลาไปสองพันห้าร้อยปี  ยังค้นพบได้ไม่ถึงครึ่งของที่พระพุทธองค์ตรัสไว้...”   (หน้า 37)         

              “...ปัจจุบันก็มีนักคิด  นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งแสดงความเห็นออกมาอย่างชัดเจนว่า  พุทธปรัชญาแท้จริงแล้วกลับเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ ของตะวันตกเสียอีก เพราะการค้นพบใหม่ ๆ  ทางฟิสิกส์ที่เป็นความจริงแท้ของจักรวาล  ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า หรือ กล้องกำลังขยายสูงกลับเคยได้รับการพิสูจน์มาก่อนแล้ว จากปรัชญาตะวันออก...”
(หน้า
103)       

           เรื่องสมาธิ

           “พระพุทธองค์ทรงแบ่งปัญญาออกเป็น 3 ระดับ  คือ

             1.สุตมยปัญญา   เป็นปัญญาที่ได้จากการเรียน

               2.จินตมยปัญญา   เป็นปัญญาที่ได้จากการคิด

               3. ภาวนามยปัญญา  เป็นปัญญาของการหยั่งรู้ จะได้มาจากการกำหนดสติและสมาธิเท่านั้น เป็นปัญญาขั้นสูงสุด 

               สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์เหนือกว่า นักวิทยาศาสตร์ทั่วไป  ก็คือ  ปัญญาที่ได้จากสมาธิ....  (หน้า 117)      

             “...นักวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอดของโลกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ มีสมาธิสูงมาก  มี
เรื่องเล่าว่า  วันหนึ่งขณะที่ไอน์สไตน์กำลังง่วนอยู่กับการคิดสูตรทางฟิสิกส์  เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอย่าง
รุนแรงด้านนอก  เพื่อนักวิทยาศาสตร์พากันขวัญเสีย  ในขณะที่ไอน์สไตน์ บอกว่าไม่ได้ยินเสียบระเบิด
นั้นเลย...” (หน้า
117)      

             “...เราสามารถฝึกปัญญาญาณได้ด้วยการเจริญสติกรรมฐาน  ทำให้เกิดภาวนา
ปัญญาญาณ  ทราบสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง แม้ว่าพลังแห่งสมาธิจิตจะไม่สูงพอที่จะบรรลุถึงขั้น
ทศพลญาณ แบบพระพุทธองค์  แต่การค้นพบความจริงแท้เพียงบางส่วนก็เป็นความมหัศจรรย์เหลือ
คณาแล้ว...” 
(หน้า 129)         

                “...ไม่ใช่แต่ไอน์สไตน์เท่านั้น  ไบรอัน  โจเซฟสัน  นักฟิสิกส์  รางวัลโนเบล ปี พ.ศ.2516  ก็เคยกล่าวยอมรับว่า  “ผมได้ค้นพบความลับบางอย่าง  ซึ่งฟิสิกส์ไม่สามารถให้คำตอบได้  ผ่านการนั่งสมาธิ”   (หน้า 120)         

                “...นั่นคือ คำตอบว่า  ทำไมทฤษฎีสะเทือนโลกทุกทฤษฎีที่ ไอน์สไตน์คิดขึ้นมา  จึงได้เกิดขึ้นเมื่อตอนเขาอายุเพียง 26และหลังจากนั้น เขาก็คิดอะไรไม่ค่อยออกอีกเลย  เพราะว่าหลังจากอายุ26 ปี เขาต้องสูญเสียพลังงานไปกับตำแหน่งศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยซูริก  ต้องประสบกับปัญหาหย่าร้างกับภรรยา บุตรชายคนเล็กมีอาการทางจิต  บุตรสาวคนโตหายสาบสูญ  ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ จนต้องหนีการตามล่าของทั้งฮิตเลอร์ และเอฟบีไอ  ภรรยาคนที่สองเสียชีวิต  ตามมาด้วยการเสียชีวิตของภรรยาคนแรก และความสับสนทางจิตใจกับปัญหาสงครามโลก  รวมไปถึงน้องสาวที่รักของเขาเสียชีวิต  หลังจากอายุ 26ปี   ไอน์สไตน์เจอปัญหาชีวิตมากเหลือเกิน  มากถึงขนาดทำให้พลังสมาธิที่ว่ากันว่า  ไอน์สไตน์มีมากที่สุดในโลกคนหนึ่งยังสู้ไม่ไหว...”   (หน้า 120)         

                ในช่วงวิกฤตของชีวิต  ถ้าไอน์สไตน์มีโอกาสฝึกสมาธิ  เขาก็จะไม่สับสนกับปัญหาที่เกิดขึ้นถึงขนาดนี้  และผลงานที่สะท้านโลกจะบังเกิดขึ้นอีกมากมาย 

              คุณ... โชคดีกว่าไอน์สไตน์อีกนะ

             เพราะเขาไม่มีโอกาส  อย่างคุณ...

ที่มา... หนังสือ "จุดเปลี่ยน"      
...