ชุมชนบ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่จำนวน 1 ราย เป็นชุมชนชาวเขาเผ่าอิวเมี่ยน ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาห่างไกลจากโรงพยาบาลท่าวังผา  40 กิโลเมตร มีความยากลำบากในการเดินทางเนื่องจากเป็นภูเขาสูงชัน  ผู้ป่วยที่นี่เป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 7 ปี ประสบปัญหาในการดูแลตนเองเนื่องจากเป็นเด็กเล็ก  อยู่ในวัยซุกซนไม่ได้ระมัดระวังตนเอง เวลากลางวันผู้ปกครองต้องทำงานในไร่ ผู้ป่วยต้องอยู่ในความดูแลของโรงเรียน เมื่อเจ็บป่วยผู้ปกครองจะพามารับการรักษาที่สถานีอนามัยน้ำกิหรือโรงพยาบาลท่าวังผา  แต่ปัญหาอยู่ที่เวลาที่ผู้ปกครองไม่สามารถกลับมาดูแลได้ทันท่วงที  ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด และอาจเสี่ยงต่อการเสียเลือดจำนวนมากเนื่องจากเลือดหยุดยาก 

ในชุมชนแห่งนี้เจริญมีต้นทุนในสังคมอยู่แล้วได้แก่ ผู้นำชุมชน มีทรัพยากรในชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง มีศักยภาพในการช่วยเหลือเกื้อกูลสมาชิกในชุมชน สามารถให้การดูแล เฝ้าระวัง ป้องกันโรคฮีโมฟีเลียและโรคเลือดออกง่ายได้  เพียงแต่ขาดความรู้ความเข้าใจในโรคฮีโมฟีเลียและโรคเลือดออกง่ายเท่านั้น  การเสริมเพิ่มพลังและเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนในการดูแลผู้ป่วย ค้นหาผู้ป่วยในชุมชน ป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่   สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย/ครอบครัวโรคฮีโมฟีเลียและโรคเลือดออกง่าย  ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนปกติ 

ชาวชุมชนบ้านสันเจริญรู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ต้อนรับทีมนิเทศจากโรงพยาบาลรามาธิบดี และ สปสช. นำทีมโดย ผอ.ชุมพล  วิชา คณะครูและนักเรียน  ผู้ใหญ่บ้าน คุณวีรุฒน์   แซ่จ่าว  อสม. และ แกนนำหมู่บ้าน กว่า 50 คน โดยมีทีมสาธารณสุขจากโรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลท่าวังผา  นำโดยผู้อำนวยการโรงพยาบาล  นพ.ดิเรก  สุดแดน ทีมสาธารณสุขอำเภอท่าวังผา คุณชัยวุฒิ วันควร (นวก.สาธารณสุข) และหัวหน้าสถานีอนามัยน้ำกิ คุณสุรชาติ คำวรรณะ ร่วมรับการนิเทศครั้งนี้ด้วย

ครั้งนี้ ท่านศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์  ผู้เชี่ยวชาญโลหิตวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้บรรยายให้สมาชิกในชุมชนรับรู้ข้อมูลในการดูแล เฝ้าระวังผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย และชุมชนได้นำเสนอความร่วมมือของชุมชนในการดูแลเยียวยาผู้ป่วย  ดังที่ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนได้กล่าวให้พวกเราฟังว่า  ตอนแรกไม่ทราบข้อมูลว่าเด็กป่วยเป็นอะไร จนกระทั่งทีมงานจากโรงพยาบาลท่าวังผา โรงพยาบาลน่าน และผู้ปกครอง ได้มาชี้แจงจึงได้รับทราบว่า โรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียนี้เป็นอันตรายมาก  ครู เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมโรงเรียนต้องเข้าใจ ให้การช่วยเหลือ ดูแลร่วมกัน เพื่อนๆ ไม่แกล้ง ไม่ชวนเล่นซน  การสังเกตอาการที่มีเลือดออกเริ่มแรก และปฐมพยาบาลได้  การเฝ้าระวังการบาดเจ็บเมื่อผู้ป่วยอยู่ที่โรงเรียน การเอื้ออำนวยในความสะดวกเมื่ออยู่ที่โรงเรียน ช่วยเหลือด้านการติดต่อสื่อสาร การนำส่งโรงพยาบาลทั้งกรณีฉุกเฉิน (เพราะกลางวันผู้ปกครองอยู่ในไร่กาแฟ)  โรงเรียนเข้าใจดีว่าเด็กป่วยฮีโมฟีเลีย  ต้องขาดเรียนบ้าง ได้ผ่อนผันหรือจัดการเรียนร่วมให้กับเด็กกลุ่มนี้ การจัดการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา ก็ผ่อนผันให้เป็นกองเชียร์ กรรมการ แต่ให้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆได้ จัดกิจกรรมที่ไม่เกิดการบาดเจ็บ กระทบกระแทก และไม่คิดว่าเด็กเป็นตัวปัญหาและให้โอกาสเด็กเข้าร่วมสังคมได้อย่างเป็นปกติ 

“ผมเป็นผู้นำทางความเชื่อของอิวเมี่ยนรักษาโรคมามาก  สำหรับโรคฮีโมฟีเลียนี้ผมไม่สามารถรักษาได้ แต่จะช่วยกันในหมู่บ้านดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุด” เป็นคำกล่าวของท่านผู้ใหญ่บ้าน ส่วนคุณพงษ์สิทธิ์  แซ่เติ๋น  เป็นอาสาสมัครหมอประจำบ้าน เป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวนี้ ในกรณีที่ผู้ดูแลไม่สามารถปฏิบัติได้ เช่น การปฐมพยาบาลเมื่อบาดเจ็บ  การอยู่ในสังคมหมู่บ้าน เฝ้าระวังอุบัติเหตุ การช่วยเหลือในการเบิกจ่ายยา การนำส่งโรงพยาบาล หรือการช่วยเหลือในการเอื้ออำนวยความสะดวกในการฉีดยาให้ผู้ป่วย

คุณวิชิตชัย  แซ่ลี ผู้ปกครองผู้ป่วยบอกกับพวกเราว่า "ผมและครอบครัวเคยรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายที่เป็นโรครุนแรง บ้านอยู่ห่างไกลโรงพยาบาล ต้องหยุดงานมาดูแลลูก บางคนก็ไม่เข้าใจ ผมมีความทุกข์ใจมาก แต่วันนี้ผมรู้สึกว่าบนความโชคร้ายก็มีความโชคดีที่มียารักษาลูก มีชุมชน โรงเรียนที่เข้าใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือ หมออนามัย หมอโรงพยาบาลรู้จักลูกผมทุกคน จะให้บริการที่ดีและเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อหมอออกหน่วยเคลื่อนที่หรือตรวจงานสถานีอนามัย หมอโรงพยาบาลท่าวังผาและหมอสาธารณสุขอำเภอท่าวังผามักแวะมาเยี่ยมลูกผมด้วย ผมรู้สึกประทับใจและขอบคุณทุกท่านที่มาเยือนบ้านสันเจริญในวันนี้"

แม้ว่าฝนจะตกปรอยๆ เวลาใกล้ค่ำพวกเราทีมนิเทศอิ่มเอมใจมากที่เห็นความร่วมมือของชุมชนเช่นนี้ แม้ว่า  หนทางห่างไกล แต่น้ำใจไม่ได้ห่างหาย  ไม่ลืมแวะเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยบ้านน้ำกิ  ที่เป็นผู้เสียสละมีวิญญาณของความเป็นหมออนามัยให้การดูแลสุขภาพประชาชนแม้ว่าจะอยู่บนภูเขาและมีความยากลำบากในการเดินทาง วันนี้ทั้งคณะขอชื่นชมและยกย่องทีมงานสาธารณสุขน่านและชุมชนที่เข้มแข็งขอเป็นกำลังใจให้ในการทำเพื่อผู้ป่วยต่อไป