หัวข้อนี้น่าสนใจ

แต่แปลกดี!!!

เพราะเรามีจริต ตรงกันข้ามกับ อาจารย์ใน บทความนี้ (ชีวิตเรานั้น “เศร้า” จัง... )

* สำหรับตัวเรา ชอบปลีก ชอบความเงียบ ชอบอยุ่คนเดียว

ดังนั้น บางทีทำให้เราต้องหมั่นตรวจสอบกิเลสที่กำลังครอบงำตัวเองให้ดี

เมื่อเวลาที่มีโอกาสอยุ่ที่ที่ แยกจากสังคมอันวุ่นวาย เรากลับตกอยู่ในกิเลสอีกอย่างที่อยาก+ชอบอยู่เงียบ ไม่ต้องพูดคุย

การบ้านเราคือ ตัวเองสามารถไปวัด หรือป่า เขา ได้ ด้วยใจเป้นกลาง ไม่อยากซุกตัวอยู่งั้นตลอดไป

* และเวลาที่เราอยู่ในเมืองที่ๆมีคนเยอะๆ เราก็ต้องหมั่นสังเกตุกายใจให้ดี ว่าเราจะกระวนกระวาย อยากกลับบ้าน กลับที่ส่วนตัวเร็วๆ

การบ้านเราคือ เราต้องอยู่ในสังคมให้ได้ โดยไม่ถุกกิเลสครอบงำให้อยากหนี

นี้ล้วนเป้นโอกาสให้เราภาวนาทั้งสิ้น

แต่น่าแปลก ที่คนเรามีจริตต่างกัน

(เคยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนก็แปลกใจ เพราะเพื่อนจะเหงา เมื่ออยุ่ที่เงียบๆเช่นวัด)


วิวาทะ

ความเงียบนี่น่ากลัวนะ...!

สงครามที่ยิงกันตูมตามยังไม่น่าเกรงขามเท่า "สงครามเย็น..."

ชีวิตที่อยู่ในสถานที่วุ่นวายมาก ๆ แล้วมีช่วงเวลาหนึ่งได้ปลีกตัวออกไปหาความเงียบ ความสงบนั้นเป็นช่วงเวลาที่สุด "วิเศษ"

แต่ถ้าหากชีวิตคนที่ต้องจมอยู่กับความเงียบ เงียบทั้งชีวิต เงียบอย่างไม่มีทางที่จะได้ยิน เมื่อเงียบจนถึงจุดนั้นแล้วเราจะรู้ถึง "อำนาจแห่งความเงียบ"

คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเงียบ แต่คนเราเกิดมาเพื่อ "สงบ"

ความเงียบคือ "ความไร้ค่า" ความสงบคือ "ความสุขแท้"

บางคนชอบหนีสังคมไปหาความเงียบ โดยการนั่งเงียบ ๆ อย่าง "ไร้ค่า..."

มนุษย์ที่สูงค่าจึงต้องตั้งหน้าและตั้งตาทำงานด้วยใจที่ "สงบ"

งานภายนอกยิ่งวุ่น ยิ่งดัง ยิ่งดี

งานภายในคือจิตนี้ ยิ่งเงียบ ยิ่งสงบ "ยิ่งสุข..."

ปล่อยกายให้วุ่นวายแล้วดูแลใจให้ "สงบ..."