คำว่า "มนุษย์"นั้น  คือผู้ที่มีใจอันประเสริฐ  คุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือ ศีล ๕  บุคคลที่ไม่มีศีล    ไม่เรียกว่ามนุษย์  แต่อาจจะเรียกว่า  "คน" ซึ่งแปลว่า "ยุ่ง"

   วิธีการเสริมสร้างบุญบารมี

    บุญ คือ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจา และใจ, กุศลธรรม

    บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด  เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง

   วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนา มีอยู่  3 ขั้นตอน  คือ  การให้ทาน  การถือศีล  และการเจริญภาวนา  ที่นิยมเรียกกันว่า  "ทาน  ศีล  ภาวนา"ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้น  เป็นการสร้างบุญที่ต่ำที่สุด  ได้บุญน้อยที่สุด  ไม่ว่าจะทำมากอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้, การถือศีลนั้นแม้จะมากอย่างไร  ก็ไม่มีทางที่จะไดบุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้  ฉะนั้น  การเจริญภาวนานั้นจึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด  ได้มากที่สุด

   การทำทาน

   การทำทานได้แก่ ได้แก่  การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผ้อื่น โดยม่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน ทานที่ได้ทำไปนั้นจะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงได้ ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ 3 ประการ ถ้าถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบ 3 ประการต่อไปนี้แล้ว  ทานนั้นย่อมมีผลมาก  ได้บุญบารมีมาก  กล่าวคือ

   องค์ประกอบที่ 1 "วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์" เป็นสิ่งของที่ตนได้แสวงหามาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผ้อื่น เช่น ได้มาโดยลักทรัพย์ ยักยอก  ฉ้อโกง  ปล้นทรัพย์  ชิงทรัพย์ ฯลฯ

   องค์ประกอบข้อ ๒  เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์  การให้ทานนั้น  โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภ  ความตระหนี่เหนียวแน่น ความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตนอันเป็นกิเลสหยาบ  คือ  โลภกิเลส  และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วยเมตตาธรรม  การให้ทานด้วยเจตนาบริสุทธิ์นั้น  ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน   ระยะ  คือ

           ๑. ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทานก็มีจิตโสมนัส ร่าเริง เบิกบานยินดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สินสิ่งของของตน

          ๒. ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังลงมือให้ทานอยู่นั้นเองก็ทำด้วยจิตโสมนัส  ร่าเริง  ยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น

          ๓. ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว  ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ  หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี  เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด  ก็มีจิตโสมนัสร่าเริง  เบิกบานยินดีในทานนั้นๆ

          ผลหรืออานิสงส์ของการทำทานที่ประกอบด้วยด้วยองค์ ๓ ประการนั้น  ย่อมมีผลให้ได้มนุษยสมบัติ  สวรรคสมบัติ  หมายความว่าเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย  มั่งคั่ง  สมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีลาภผลมาก  ทำมาหากินขึ้น และร่ำรวยในภายหลัง  ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปเพราะวินาศภัย  โจรภัย  อัคคีภัย  วาตภัย ฯลฯ  แต่จะมั่งคั่งร่ำรวยในวันวัยใดย่อมสุดแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อนๆจะส่งผล  คือ

        ๑. ร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ดีตั้งแต่ก่อนจะทำทาน คือ ก่อนที่จะทำทานก็มีเจตนาโสมนัส ร่าเริง เบิกบาน ยินดีในทานที่ตนจะได้ทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นแล้วก็ลงมือทำทานไปตามเจตนานั้น

        ๒. ร่ำรวยวัยกลางคน สืบเนื่องมาจากผลของทานที่ได้ทำเพราะเจตนาบริสุทธิ์ ในระยะที่ ๒ กล่าวคือ ไม่งามบริสุทธิ์ในระยะแรก  เพราะก่อนที่จะลงมือทำทานก็มิได้มีจิตศรัทธามาก่อน ไม่คิดจะทำทานมาก่อน แต่ก็ได้ตัดสินใจทำทานไปเพราะเหตุบางอย่าง เช่น ทำตามพวกพ้องอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำทานอยู่ก็เกิดโสมนัสรื่นเริงยินดีในทานที่กำลังทำอยู่นั้น ด้วยผลทานชนิดนี้ย่อมทำให้มาบังเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น ต้องต่อสู้สร้างตนเองในวันต้น ครั้งเมื่อถึงวัยกลางคน กิจการหรือธุรกิจที่ทำก็จะประสบความสำเร็จรุ่งเรือง