ใครที่คิดจะมี “ความรัก” รู้แล้วหรือว่า “ความรัก” นั้นเป็นฉันใด...?
ใครที่มี “คนรัก” รู้แล้วหรือว่า “คนรัก” นั้นเป็นอย่างไร...?
ดวงใจของใครที่ “มีรัก” ประจักษ์หรือยังว่า “รัก” มีได้อย่างไร...?
ไม่ว่าเรา ไม่ว่าเขา ไม่ว่าใคร รู้หรือไม่ “รักแน่” ที่แท้จริง...!
ความรักนั้นมีตัว มีตน ให้เราจับ ให้เรา “รัก” หรือ...?
ความรักนั้นมีเสียง ส่งผ่านสำเนียง “รัก” จับใจเราไหม...?
ความรักนั้นหวานฉ่ำ จับจิต จับใจ หรือความรักนั้นไซร้ “ขม” เกินจะทน “ทาน...!”
ความรักหนอ รู้พอ รู้รัก
ความรัก รู้จัก รู้รัก รู้พอ
ความรัก รู้เคลีย รู้คลอ
ความรัก นั้นหนอ รู้รอ รู้ลืม
ความรัก ประจักษ์ ชัดแจ้ง
ความรัก แสลง แสบไส้
ความรัก หวานขม “รมณ์” ใจ
ความรัก รู้ใคร รู้มัน
รู้รัก รักรู้ อยู่คู่ คู่รัก
รักรู้ รู้รัก รู้จัก
รู้เสีย รู้สละ รู้เอย...

หัวข้อนี้ ดีแท้
เพราะความรัก กับ ธรรมะ คือเรื่องเดียวกัน อย่างสนิทแนบนแน่น
จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำความเข้าใจ
เราล้วนต้องการความรัก แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร
เผอิญเท้ ที่ได้อ่านหนังสือที่ดีมากหนึ่งเล่ม ซาบซึ้ง
จึงขอยกมาบางส่วนให้เพื่อนๆได้อ่านความย่อ
----------------------------------------------
ความรักเกิด เมื่อเห็นธรรรมะ
ความรักนั่นแหละคือพระธรรม หมายถึงการหยุดกระวนกระวาย ระหกระเหิน และสิ้นสุดความวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้น ความรักนั่นแหละคือธรรมะ และธรรมะนั่นแหละคือความรัก เป็นเรื่องเดียวกันเป็นสิ่งเดียวกันเสียแล้ว
ความรักจะต้องไม่หมายถึงการพร่องอยู่ข้างใน แล้วเพื่อจะหาตัวบุคคลอื่นมาเติมให้เต็ม การหาสิ่งอื่นมาเติมเต็มคือการยืมมือคนที่เราเรียกว่ารักมาเสริมสนับสนุนอหังกาตน ความรักจะต้องหมายถึงความเต็มเปี่ยมและล้นไปสู่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นเอง ความรักจะต้องหมายถึงการให้ การรับใช้ ไม่ได้หมายถึงการเรียกร้องเลย
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า อย่าทำสัตว์สังขารให้เป้นสิ่งรัก ความรักเป้นของถูกต้อง แต่ความพลักพรากจากสิ่งรักเป็นความต่ำทราม คือความยึดมั่นถือมั่น
ความรักจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของมันว่า มันตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความรักแท้จริงเกิดเมื่อได้ถูกเห็นในลักษณะนี้
ที่แท้จริงแล้วความรัก ก็คือเรื่องเดียวกับสมาธิและวิปัสสนา ถ้าท่านไม่มีสมาธิท่านจะรักใครได้จริง ในสมาธินั้นแหละความรักจะปรากฏให้เห็น เพราะถ้ารักด้วยอำนาจแห่งความโง่เขลา อ่อนแอแล้ว เป็นความรักที่ทำให้เกิดความโศก ความกลัว จะพลัดพรากความรักนั้นคือการสะสมดอกเบี้ย แห่งความชิงชัง อาการของการชิงชังภายหลังเมื่อประสบปัญหาคืออาการคลั่งตัวกูของกู
ความรักแท้ไม่ใช่ความถูกใจ แต่คือความถูกต้อง หมายความว่าถูกต้องตามธรรมชาติกำหนดมา ธรรมชาติแห่งกาเปลี่ยนแปลง เมื่อรู้สึกว่าถูกกำหนดให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงเราจะรับสถานะแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ คือต้องมีวิปัสสนา ความรักแท้จริงต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการลดอหังการลง ด้วยการรับใช้ ไม่ใช่ด้วยการเสนอเรียกร้องให้ผผู้อื่นรับใช้ตัว
ความรักที่แท้จริงต้องหมายถึงการปลดปล่อยซึ่งกันและกันให้มีอิสรภาพ และผูกพันรักกันด้วยสายสัมพันธ์ คือธรรมะ อันเป็นเครื่องเปลื้องความขุ่นเคืองทั้งปวง ว่าจิตนี้ไม่ประทุษร้ายตนและผู้อื่น พอทนอะไรได้เมื่อถูกกระทบกระทั่ง ความรักหมายถึงการเห็นสัจจะในธรรมชาติแห่งการความแปรเปลี่ยนอยู่นิรันดร์ อิทัปปัจจยตา มันจึงเกิดการวาง เมื่อวางจะเห็นความงามของสิ่งทั้งปวง นี้คือความรัก
สายสัมพันธ์อันคือธรรมะนี้จะทำให้ทุกคู่รัก(ไม่ว่ารักแบบใด) บรรละถึงความรักอันใหญ่หลวง ของพระธรรมชาติเจ้า ไม่ใช่ว่าเราจะได้รักอะไร แต่จะได้เห็นความรักของพระธรรมเจ้า ถึงความอบอุ่นที่อภิบาลอยู่ในชีวิตเรา รักจริงนั้นคือการลดตัวกูลงอย่างฉับพลัน
นั้นเอง ท่านต้องแสวงหาความรัก ก่อนจะพบคู่รัก (ไม่ว่าคู่รักแบบใด สามีภรรยา พ่อแม่ลูก เพื่อน สังคม )
ความรักเกิดเมื่อพระธรรมมาเปิดดวงตานั้นให้เริ่มเห็นความรัก และเข้าใจความรัก การแสวงหาคู่รักจะทำให้ตัวเองยิ่งพร่อง แต่การแสวงหาความรักจะทำให้เต็มเปี่ยมจนล้นไปถึงผู้อื่น และมันจะไม่เกลียดผู้ที่ไม่รักตัวตอบ
ลำพังความรักนั้นมีแต่สิ่งดี
แต่
ต้องกล่าวให้ถูกต้องว่า
ที่ใดมีรัก(ที่เจือด้วยอำนาจราคะ) ที่นั่นมีทุกข์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
ความรักเป็นความร้าย ความรักเป็นสิ่งทารุณ และเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชน
ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ
ยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่ห์หาด้วยแล้ว ก็เป็นพิษแก่จิตใจ ทำให้ทุรณทุราย ดิ้นรน ไม่รู้จักจบสิ้น
ความสุขที่เกิดจากความรักนั้น เหมือนความสบายของคนป่วย ที่ได้กินของแสลง
“เธอทั้งหลายอย่าพอในใจความรักเลย”
เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก หัวใจนั้น จะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า
แต่เมื่อทุกครั้งที่เราหวัง ความผิดหวังก็จะรอเราอยู่…
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
อย่าหวังอะไรให้มากนัก จงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้า
ชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่น ซึ่งก่อตัวขึ้นแล้วม้วนเข้าหาฝั่ง และแตกกระจายเป็นฟองฝอย
จงยืนมองดูชีวิตเหมือนคนผู้ยืนอยู่บนฝั่งมองดูเกลียวคลื่นในมหาสมุทรฉะนั้น... (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)
ชีวิตของผมเคยพานพบนารีมาก็มาก หากไม่คาดหวังว่าจะตกร่องปล่องชิ้นกับเธอผู้ใด นับเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่โชคชะตาเหมือนเล่นตลก เมื่อพบเธอที่มีชีวิตเรียบง่ายงดงาม ผมได้แต่แอบซ่อนความรักที่อยู่ภายในใจไม่ให้เธอรู้ กลัวเธอจะไม่พูดจากับผมอีก วันหนึ่งผมอดไม่ได้ที่จะเผยความรู้สึกว่าผมรักเธอให้เธอได้รับรู้ผลคือหน้าแตกหมอไม่รับเย็บครับ เพราะเธอปฏิเสธอย่างไม่ใยดีแต่พลั้งปากออกมาว่าถ้ายังเรียนไม่จบจะไม่มองใคร นั่นเองภาวะจิตตกของผมจึงค่อยมลายลง และเรียกสติกลับมาเพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นความ หากต้องผิดหวัง ผมจะขอรักเธอตลอดไป แบบนี้ถือว่าโง่ไปไหมครับ
เข้าใจ คุณเพชร นะ
.......
ความรักเกิดเมื่อพระธรรมมาเปิดดวงตานั้นให้เริ่มเห็นความรัก และเข้าใจความรักจากะรรมชาติสัจจะแห่งความจริง ถึงการเปลี่ยนแปลงสเมอ การแสวงหาคู่รักจะทำให้ตัวเองยิ่งพร่อง แต่การแสวงหาความรักจะทำให้เต็มเปี่ยมจนล้นไปถึงผู้อื่น และมันจะไม่เกลียดผู้ที่ไม่รักตัวตอบ
โง่ไหม ถ้าให้ตอบตรง ๆ ก็ตอบได้ว่า "โง่มาก..."
วันนี้คุณอาจจะโกรธที่เราตอบแบบนี้ แต่ถ้าหากวันหนึ่ง วันที่จิตของคุณ "หลุดพ้น" จากการยึด การถือ "เขา" ว่าเป็น "ของเรา" วันนั้นคุณก็ต้องตอบแบบเราว่า "ฉันโง่มาก"
ฉันน่าจะเอาความรักนี้ไปให้พ่อให้แม่ของฉัน
พ่อกับแม่ของฉันเลี้ยงฉันมา ให้ชีวิตฉันมา ยังไม่กล้าจะที่บอกว่า "รักท่านตลอดไป"
แล้วผู้หญิงคนนั้น ฉันเจอเขา แล้วฉันก็บอกว่า "ฉันจะรักเขาตลอดไป" เขาทำอะไรให้เราบ้างเหรอ
สู้พี่ สู้น้องของเราได้ไหม...?
หรือถ้าหากจะพูดให้ลึกลงไป
ความรักและความผูกพันธ์แบบนี้จะทำให้เกิดภพ เกิด "ชาติ..."
หากวันนี้คุณ "ตาย" ปุ๊บ คุณก็จะต้องเกิดใน "อบาย" ปั๊บ
เพราะคุณยัง "ห่วง" คุณยังมี "ห่วง..."
ถ้าหากแม้นเวลาที่คุณใกล้สิ้นลม หากคุณยัง "ห่วง" เธออยู่ คุณยังปรารถนาถึงเธออยู่
เวลานั้นคุณก็มีโอกาสที่จะจุติใน "อบาย" คือ ภพที่ต่ำกว่ามนุษย์เรื่อยลงไป
ถึงแม้นว่าคุณจะประกอบบุญ กุศลมากเพียงใด หากแม้นช่วงเวลานั้นคุณตัดใจจากเธอไม่ได้ คุณก็ต้องตก "อบาย" เช่นเดียวกัน
บุคคลผู้ฉลาดเขาย่อมรู้ว่า คนกตัญญูนั้นคือคนที่ห่วงแม่ รักแม่ มากกว่าผู้หญิงคนใดในโลก
แม่คือ "พระอรหันต์" ประจำบ้าน เป็น "พระอรหันต์" ประจำชีวิต
เมื่อก่อนเราก็เคยโง่แบบคุณ เดี๋ยวนี้ฉันพยายามที่จะไม่ประมาทให้โง่แบบนั้นอีก
รักแม่ให้มาก แล้วคุณจะหลุดพ้นจาก "กรรม" อันนี้ได้...