เดินลงมาเรื่อยๆเรียบลำธาร แล้วเดินผ่านกองหินขนาดใหญ่ เดินต่อไปถึงลำธารหินเพราะเต็มไปด้วยเห็นก้อนเล็กใหญ่ น้ำไหลผ่าน ช่วงนี้ต้องระวัง ฉันมีประสบการณ์การเดินบนหินแบบนี้มาแล้วจึงไม่ลำบาก อดคิดถึงเมื่อครั้งไปเดินในน้ำที่เต็มไปด้วยหินที่น้ำตกชลนาถ ป่าละอู เดินลื่น เดินลื่นจนช้ำไปทั้งตัว กลับมาตัวเขียว ม่วงระบบไปทั้งตัว ฉันดึงความคิดตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หันไปมองคนอื่นๆที่เดินตามมา ก็ช่วยส่งมือให้กันเป็นระยะ แล้วเสียงวีดร้องก็ด้งขึ้นเมื่อหันไปมองพบว่ามะเหมื่ยวลงไปนั่งอยู่ในน้ำแล้ว

            ยามเช้าที่หน้าChandra guest house ทุกคนสดใสร่าเริงหลังจากได้หลับพักผ่อนกันเต็มที่   การเดินทางเท้าสิ้นสุดลงในวันนี้    หลายคนดีใจได้พักขากันสักที   แต่บางคนยังชินกับการเดินก็อยากจะเดินต่อ (ใครหวา)    

           เดินลงมาเรื่อยในหมู่บ้านมีบ้านไม่กี่หลัง  ผ่านHille ที่นี่มี guest house  แล้วเดินต่อไปอีกสักพักถึงป่าดึกดำบรรพ  อากาศสดชื่นมากสูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนจะเก็บบรรยากาศแบบนี้ไว้กับตัวให้นานเท่านาน   โอกาสที่จะมาเดินเล่นสนุกสนานกำลังจะยุติลงในวันนี้    ต้นไม้สูงใหญ่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยต้นมอสเขียวแบบแห้งๆ    เดินเรื่อยมาตามไหล่เขามีนาขั้นบันได   ลำธารใสสะอาด  ผ่านหมู่บ้าน Kaski   มีส้มขาย  แวะซื้อส้ม  3 ลูก 5 รูปี สดชื่น

         เดินลงมาเรื่อยๆ ยังคงมีนาขั้นบันได  ผ่านหมู่บ้านRamghai    คนมากมายดูเหมือนจัดงานอะไรสักอย่าง  ภูวันบอกว่าเป็นงานศพ  เมื่อครบ 3 วัน  ชาวบ้านมาร่มงาน  มีคนโกนผม  จัดอาหารไว้เลี้ยงด้วยนะ   เดินต่อไปเห็นวัว4ตัว เดินเรียงหน้ากันรอบเสาหลัก   มีคนคอยคุยอยู่ใกล้    มองแล้วน่าจะกำลังนวดข้าว เพราะเป็นฟอนข้าวอยู่ด้านล่าง    ฉันไม่เคยเห็นภาพแบบนี้เลย   ปุ๋ยบอกว่าแถวบ้านเราก็มี   แต่ฉันไม่เคยเห็นเพราะเป็นเด็กในเมือง   ฉันชอบภาพนี้มากเลย  แสงแดดจับต้องฟอนข้าวเป็นสีทอง   ตัดกับภาพวัวตัวสีดำ   เบื้องหลังเป็นทิวเขาเขียวขจี    รอดูภาพว่าสวยเหมือนที่เล่าหรือเปล่า

            เดินลงมาเรื่อยๆเรียบลำธาร    แล้วเดินผ่านกองหินขนาดใหญ่   เดินต่อไปถึงลำธารหินเพราะเต็มไปด้วยเห็นก้อนเล็กใหญ่  น้ำไหลผ่าน  ช่วงนี้ต้องระวัง   ฉันมีประสบการณ์การเดินบนหินแบบนี้มาแล้วจึงไม่ลำบาก   อดคิดถึงเมื่อครั้งไปเดินในน้ำที่เต็มไปด้วยหินที่น้ำตกชลนาถ  ป่าละอู   เดินลื่น  เดินลื่นจนช้ำไปทั้งตัว    กลับมาตัวเขียว  ม่วงระบบไปทั้งตัว   ฉันดึงความคิดตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  หันไปมองคนอื่นๆที่เดินตามมา  ก็ช่วยส่งมือให้กันเป็นระยะ   แล้วเสียงวีดร้องก็ด้งขึ้นเมื่อหันไปมองพบว่า      มะเหมื่ยวลงไปนั่งอยู่ในน้ำแล้ว    ภูวันกำลังดึงตัวขึ้นมาด้วยความลำบาก  เมื่อตรวจดูว่ามะเหมี่ยวไม่มีอะไรบุบสลายไป  นอกจากความเจ็บปวดที่เธอยืนยันว่าไม่เป็นไรมาก  พวกเราจึงออกเดินกันต่อไป    เรียบเชิงเขา   มองเห็นลำธารอยู่ด้านล่างไม่ลึกมาก มองลงไปไม่น่ากลัว   แต่หวาดหวั่น     ทางแคบๆ  ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง 

             เดินขึ้นไปไม่ไกลเจอหมู่บ้าน Mathathanti    มีกะโลงฟางปักยอดไม้คล้ายที่เคยเห็นที่บ้านนอกเมื่อสมัยเด็กๆ   บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นหินเหมือนกัน  บางหลังมุงหลังคาด้วยแผ่นหิน  มีบางบ้านมุงด้วยฟาง   ภูวันบอกว่าเป็นหมู่บ้านเดียวกันที่พวกเราผ่านมา   บ้านห่างกันมาก  เดินลงเขาเลียบน้ำมาเรื่อยๆผ่านน้ำตกกาลางป่าสวยงามมากเห็นแล้วชื่นใจ  เดินต่อไปถึงหมู่บ้าน Bireethanthi  บ้านสองชั้น  ทางกลางหมู่บ้านปูด้วยหิน   ตรงนี้สูง 1050 เมตร  เดินลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดcheck  post แล้วเดินข้ามสะพานไปอีก 2 สะพาน  สภาพแวดล้อมเริ่มเป็นสังคมเมืองมากขึ้น   หลายคนหิวจึงนั่งพักกินอาหารกลางวันที่ข้างๆทาง  จุดนี้มองเห็น fishtail

            อิ่มท้องแล้วเดินกันต่อไป naya pul (1070 เมตร)หมู่บ้านนี้ค่อนข้างเจริญมีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต   ผู้คนพลุกพล่าน  ร้านค้ามากมาย  การเริ่มและสิ้นสุดการtrek ที่นี่

            จาก naya pul  กลับไป pokhara ใช้เวลา เกือบสองชั่วโมง   แล้วไปเที่ยวBINDA BASINI  TEMPLE   เป็นวัดฮินดูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน pokhara มีการบูชายัน สัตว์ที่จะใช้สังเวยถูกพามาต่อหน้าแท่นรูปสลักสีดำ  เป็นการบูชาพระแม่กาลี   ยังเห็นมีรอยเลือดติดอยู่ที่พื้น   

             เดินขึ้นบันไดถึงด้านบนเป็นลานกว้างมีอาคารอยู่ 3 หลัง คู่บ่าวสาวกำลังทำพิธีแต่งงาน   เจ้าสาวคนสวยคนหนึ่งกำลังร่ำให้ในหมู่ญาติ  ทำให้พวกเราแปลกใจ    ภูวันบอกว่าเธอต้องจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวเจ้าบ่าวจึงเสียใจเพราะเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน   ไม่ได้เกิดจากความรัก  เธอนั่งร้องให้อยู่นานจนกระทั่งมีคู่แต่งงามใหม่มาทำพิธี ยังไม่หยุดร้อง  วันนี้มี 4 คู่

             นั่งรถออกจากวัดไปที่ K.I sing puol  (SETI RIVER GEORGE)  เป็นทางน้ำคล้ายฝายกั้นน้ำ  น้ำไหลเร็วแรงมาก  สีเขียว ๆ มองลงไปข้างล่างเป็นทางน้ำไหลเข้าช่องแคบๆ น้ำไหลอยู่ลึกมาก     ภูวันบอกว่าน้ำไหลมาจากภูเขา SETI จากทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย พอลงมาก็แยกหลายสาย    ที่พวกเรายืนดูตรงนี้เป็นส่วนที่ลึกหรือว่าแคบที่สุด แม่น้ำเซติเป็นแม่น้ำสายหลัก

           ภูวันจะพาไปเที่ยวทีวัดอีกแห่ง  ต้องเดินขึ้นเขา  หลายคนไม่อยากไปเพราะอ่อนล้าแล้ว   ก็เลยพากันกลับที่พัก 

           เส้นทางเดินนี้ประทับใจพวกเราทุกคน  แม้ว่าจะอ่อนล้า   เจ็บระบมกันไปหลายคน   แต่ก็ไม่มีใครบ่น   ทุกคนพร้อมใจเพื่อแลกกับธรรมชาติที่สวยงาม  เป็นเรื่องที่ต้องเล่าขานกันในหมู่พวกเราไปอีกนาน  คิดถึงคราวใดก็มีความสุขคราวนั้น   วางแผนไปเดิน ABC กันต่อด้วยความมุ่งมั่น   เส้นทางที่เดินดังนี้คือ  Jomsom – kagbeni – Jomsom – marpha –tukuche –kobang – kalopani – lete – ghasa – tatopani – ghorepani – poon hill  - naya pul -pokhara นิดยังพูดให้ขำว่า  พวกเรานั่งเครื่องบิน 30 นาที จาก pokhara ถึง Jomsom   แต่ว่าขากลับใช้เวลา 8 วัน  ในการเดินเท้า 

           การเดินทางด้วยเท้าของพวกเราเสร็จสิ้นในวันนี้   เป็นการเดินทางที่ฉันมีความสุขมากๆ   อยากจะบอกหลายๆคนว่าการเตรียมความพร้อมของร่างกายจะทำให้การเดินทางเท้าของคุณมีความสุข  ฉันเคยเหน็ดเหนื่อยกับการเดินป่าที่บ้านเกิด  หลายคนคงรู้จักป่าแก่งกระจาน   ฉันเดินไปยอดเขาพะเนินทุ่งโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายบ้าง  แต่ยังไม่พอสำหรับทริปนั้น   ต้องเดินข้ามเขาประมาณ 6-7 ลูก  ขาสองข้างไม่เป็นใจ  เดินไปใกล้จะถึงอีก 2 ลูกเขา  ขาขวาเริ่มเป็นตะคริว  ฝืนเดินต่อไป ขาซ้ายเป็นบ้างเพื่อความเท่าเทียม  ฉันต้องวางเป้ลงแล้วลงนอน  ไม่ไหวแล้ว  คุณคงนึกภาพออก  ตะตริวจับต้นขาขวาแล้วย้ายมาขาซ้าย  แล้วจะเดินต่อได้อย่างไร   ฉันเฝ้าบอกตัวเองว่าจะไม่มาอีกแล้ว  ลำบากก็ลำบากมาทำไมกันหนอเรา  พี่ๆมาช่วยนวดขาพร้อมกับบ่นว่าใส่กางเกงยีนส์มาทำไม   คนนำทางรีบช่วยถือเป้ให้     หลังจากนั้นอีกปีกว่าๆฉันก็ไปเดินอีก(ยังไม่เข็ด  เพื่อนๆอยากไป)  แต่คราวนี้ฉันเป็นผู้หญิงแถวหน้า  เดินสบาย  ไม่รู้จักตะคริว  และความเมื่อยล้า   ฉันออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นประจำ    การเตรียมร่างกายก่อนเดินทางไกล  จะทำให้คุณมีความสุข  และมีเวลาหันมองธรรมชาติรอบกาย   ไม่ใช่เดินไปหอบไปจนไม่รู้ว่าตรงไหนสวย  และเมื่อพูดถึงทริปที่ไป   จะได้ไม่นึกถึงความระบมของข้อเท้า   ความเหนื่อยล้าอ่อนแรง   เชื่อสิ   วิเศษจริงๆ