ยามเช้าที่หน้าChandra guest house ทุกคนสดใสร่าเริงหลังจากได้หลับพักผ่อนกันเต็มที่ การเดินทางเท้าสิ้นสุดลงในวันนี้ หลายคนดีใจได้พักขากันสักที แต่บางคนยังชินกับการเดินก็อยากจะเดินต่อ (ใครหวา)
เดินลงมาเรื่อยในหมู่บ้านมีบ้านไม่กี่หลัง ผ่านHille ที่นี่มี guest house แล้วเดินต่อไปอีกสักพักถึงป่าดึกดำบรรพ อากาศสดชื่นมากสูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนจะเก็บบรรยากาศแบบนี้ไว้กับตัวให้นานเท่านาน โอกาสที่จะมาเดินเล่นสนุกสนานกำลังจะยุติลงในวันนี้ ต้นไม้สูงใหญ่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยต้นมอสเขียวแบบแห้งๆ เดินเรื่อยมาตามไหล่เขามีนาขั้นบันได ลำธารใสสะอาด ผ่านหมู่บ้าน Kaski มีส้มขาย แวะซื้อส้ม 3 ลูก 5 รูปี สดชื่น
เดินลงมาเรื่อยๆ ยังคงมีนาขั้นบันได ผ่านหมู่บ้านRamghai คนมากมายดูเหมือนจัดงานอะไรสักอย่าง ภูวันบอกว่าเป็นงานศพ เมื่อครบ 3 วัน ชาวบ้านมาร่มงาน มีคนโกนผม จัดอาหารไว้เลี้ยงด้วยนะ เดินต่อไปเห็นวัว4ตัว เดินเรียงหน้ากันรอบเสาหลัก มีคนคอยคุยอยู่ใกล้ มองแล้วน่าจะกำลังนวดข้าว เพราะเป็นฟอนข้าวอยู่ด้านล่าง ฉันไม่เคยเห็นภาพแบบนี้เลย ปุ๋ยบอกว่าแถวบ้านเราก็มี แต่ฉันไม่เคยเห็นเพราะเป็นเด็กในเมือง ฉันชอบภาพนี้มากเลย แสงแดดจับต้องฟอนข้าวเป็นสีทอง ตัดกับภาพวัวตัวสีดำ เบื้องหลังเป็นทิวเขาเขียวขจี รอดูภาพว่าสวยเหมือนที่เล่าหรือเปล่า
เดินลงมาเรื่อยๆเรียบลำธาร แล้วเดินผ่านกองหินขนาดใหญ่ เดินต่อไปถึงลำธารหินเพราะเต็มไปด้วยเห็นก้อนเล็กใหญ่ น้ำไหลผ่าน ช่วงนี้ต้องระวัง ฉันมีประสบการณ์การเดินบนหินแบบนี้มาแล้วจึงไม่ลำบาก อดคิดถึงเมื่อครั้งไปเดินในน้ำที่เต็มไปด้วยหินที่น้ำตกชลนาถ ป่าละอู เดินลื่น เดินลื่นจนช้ำไปทั้งตัว กลับมาตัวเขียว ม่วงระบบไปทั้งตัว ฉันดึงความคิดตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หันไปมองคนอื่นๆที่เดินตามมา ก็ช่วยส่งมือให้กันเป็นระยะ แล้วเสียงวีดร้องก็ด้งขึ้นเมื่อหันไปมองพบว่า มะเหมื่ยวลงไปนั่งอยู่ในน้ำแล้ว ภูวันกำลังดึงตัวขึ้นมาด้วยความลำบาก เมื่อตรวจดูว่ามะเหมี่ยวไม่มีอะไรบุบสลายไป นอกจากความเจ็บปวดที่เธอยืนยันว่าไม่เป็นไรมาก พวกเราจึงออกเดินกันต่อไป เรียบเชิงเขา มองเห็นลำธารอยู่ด้านล่างไม่ลึกมาก มองลงไปไม่น่ากลัว แต่หวาดหวั่น ทางแคบๆ ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง
เดินขึ้นไปไม่ไกลเจอหมู่บ้าน Mathathanti มีกะโลงฟางปักยอดไม้คล้ายที่เคยเห็นที่บ้านนอกเมื่อสมัยเด็กๆ บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นหินเหมือนกัน บางหลังมุงหลังคาด้วยแผ่นหิน มีบางบ้านมุงด้วยฟาง ภูวันบอกว่าเป็นหมู่บ้านเดียวกันที่พวกเราผ่านมา บ้านห่างกันมาก เดินลงเขาเลียบน้ำมาเรื่อยๆผ่านน้ำตกกาลางป่าสวยงามมากเห็นแล้วชื่นใจ เดินต่อไปถึงหมู่บ้าน Bireethanthi บ้านสองชั้น ทางกลางหมู่บ้านปูด้วยหิน ตรงนี้สูง 1050 เมตร เดินลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดcheck post แล้วเดินข้ามสะพานไปอีก 2 สะพาน สภาพแวดล้อมเริ่มเป็นสังคมเมืองมากขึ้น หลายคนหิวจึงนั่งพักกินอาหารกลางวันที่ข้างๆทาง จุดนี้มองเห็น fishtail
อิ่มท้องแล้วเดินกันต่อไป naya pul (1070 เมตร)หมู่บ้านนี้ค่อนข้างเจริญมีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ผู้คนพลุกพล่าน ร้านค้ามากมาย การเริ่มและสิ้นสุดการtrek ที่นี่
จาก naya pul กลับไป pokhara ใช้เวลา เกือบสองชั่วโมง แล้วไปเที่ยวBINDA BASINI TEMPLE เป็นวัดฮินดูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน pokhara มีการบูชายัน สัตว์ที่จะใช้สังเวยถูกพามาต่อหน้าแท่นรูปสลักสีดำ เป็นการบูชาพระแม่กาลี ยังเห็นมีรอยเลือดติดอยู่ที่พื้น
เดินขึ้นบันไดถึงด้านบนเป็นลานกว้างมีอาคารอยู่ 3 หลัง คู่บ่าวสาวกำลังทำพิธีแต่งงาน เจ้าสาวคนสวยคนหนึ่งกำลังร่ำให้ในหมู่ญาติ ทำให้พวกเราแปลกใจ ภูวันบอกว่าเธอต้องจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวเจ้าบ่าวจึงเสียใจเพราะเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน ไม่ได้เกิดจากความรัก เธอนั่งร้องให้อยู่นานจนกระทั่งมีคู่แต่งงามใหม่มาทำพิธี ยังไม่หยุดร้อง วันนี้มี 4 คู่
นั่งรถออกจากวัดไปที่ K.I sing puol (SETI RIVER GEORGE) เป็นทางน้ำคล้ายฝายกั้นน้ำ น้ำไหลเร็วแรงมาก สีเขียว ๆ มองลงไปข้างล่างเป็นทางน้ำไหลเข้าช่องแคบๆ น้ำไหลอยู่ลึกมาก ภูวันบอกว่าน้ำไหลมาจากภูเขา SETI จากทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย พอลงมาก็แยกหลายสาย ที่พวกเรายืนดูตรงนี้เป็นส่วนที่ลึกหรือว่าแคบที่สุด แม่น้ำเซติเป็นแม่น้ำสายหลัก
ภูวันจะพาไปเที่ยวทีวัดอีกแห่ง ต้องเดินขึ้นเขา หลายคนไม่อยากไปเพราะอ่อนล้าแล้ว ก็เลยพากันกลับที่พัก
เส้นทางเดินนี้ประทับใจพวกเราทุกคน แม้ว่าจะอ่อนล้า เจ็บระบมกันไปหลายคน แต่ก็ไม่มีใครบ่น ทุกคนพร้อมใจเพื่อแลกกับธรรมชาติที่สวยงาม เป็นเรื่องที่ต้องเล่าขานกันในหมู่พวกเราไปอีกนาน คิดถึงคราวใดก็มีความสุขคราวนั้น วางแผนไปเดิน ABC กันต่อด้วยความมุ่งมั่น เส้นทางที่เดินดังนี้คือ Jomsom – kagbeni – Jomsom – marpha –tukuche –kobang – kalopani – lete – ghasa – tatopani – ghorepani – poon hill - naya pul -pokhara นิดยังพูดให้ขำว่า พวกเรานั่งเครื่องบิน 30 นาที จาก pokhara ถึง Jomsom แต่ว่าขากลับใช้เวลา 8 วัน ในการเดินเท้า
การเดินทางด้วยเท้าของพวกเราเสร็จสิ้นในวันนี้ เป็นการเดินทางที่ฉันมีความสุขมากๆ อยากจะบอกหลายๆคนว่าการเตรียมความพร้อมของร่างกายจะทำให้การเดินทางเท้าของคุณมีความสุข ฉันเคยเหน็ดเหนื่อยกับการเดินป่าที่บ้านเกิด หลายคนคงรู้จักป่าแก่งกระจาน ฉันเดินไปยอดเขาพะเนินทุ่งโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายบ้าง แต่ยังไม่พอสำหรับทริปนั้น ต้องเดินข้ามเขาประมาณ 6-7 ลูก ขาสองข้างไม่เป็นใจ เดินไปใกล้จะถึงอีก 2 ลูกเขา ขาขวาเริ่มเป็นตะคริว ฝืนเดินต่อไป ขาซ้ายเป็นบ้างเพื่อความเท่าเทียม ฉันต้องวางเป้ลงแล้วลงนอน ไม่ไหวแล้ว คุณคงนึกภาพออก ตะตริวจับต้นขาขวาแล้วย้ายมาขาซ้าย แล้วจะเดินต่อได้อย่างไร ฉันเฝ้าบอกตัวเองว่าจะไม่มาอีกแล้ว ลำบากก็ลำบากมาทำไมกันหนอเรา พี่ๆมาช่วยนวดขาพร้อมกับบ่นว่าใส่กางเกงยีนส์มาทำไม คนนำทางรีบช่วยถือเป้ให้ หลังจากนั้นอีกปีกว่าๆฉันก็ไปเดินอีก(ยังไม่เข็ด เพื่อนๆอยากไป) แต่คราวนี้ฉันเป็นผู้หญิงแถวหน้า เดินสบาย ไม่รู้จักตะคริว และความเมื่อยล้า ฉันออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นประจำ การเตรียมร่างกายก่อนเดินทางไกล จะทำให้คุณมีความสุข และมีเวลาหันมองธรรมชาติรอบกาย ไม่ใช่เดินไปหอบไปจนไม่รู้ว่าตรงไหนสวย และเมื่อพูดถึงทริปที่ไป จะได้ไม่นึกถึงความระบมของข้อเท้า ความเหนื่อยล้าอ่อนแรง เชื่อสิ วิเศษจริงๆ


