ประเดิมเรื่องราวแรกที่แบ่งปัน...เมื่อมีโอกาสตามไปดูฟาร์มกุ้ง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสตามไปดูฟาร์มกุ้ง...ก็เลยเก็บมาเล่าสู่กันฟัง เป็นการประเดิมเรื่องราวแรกที่ขอแบ่งปันในบล๊อค..สัพเพเหระ..ของป้าอ้นนะคะ....

 

พูดถึงการทำฟาร์มกุ้ง หรือ ที่หลาย ๆ คนในวงการโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงมักเรียกว่า.. นากุ้ง..นั้น...ถือว่าเป็นอาชีพทางการเกษตรหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทยเราเลยทีเดียวนะคะ  ว่ากันว่าแต่ละปีบ้านเรามีผลผลิตกุ้งเลี้ยงที่ว่านี้กันเป็นหลักหลายแสนตันเชียวคะ...นี่นับเป็นตันนะคะ หากจะนับเป็นกิโลฯ แบบเวลาที่เราเดินไปซื้อของในตลาดก็ต้องเอาหลักพันคูณเข้าไป...ในปีที่ผ่านมามีบันทึกทางสถิติบอกว่าไทยเราผลิตกุ้งเลี้ยงรวมประมาณ 5 แสนตัน...นั่นก็หมายถึง 500 ล้านกิโลกรัม...มาถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนร้องอ๋อ ...หากคูณด้วยเพียงราคากิโลกรัมละ  100 บาท (ซึ่งในความเป็นจริงราคาอาจสูงกว่านี้) รวม ๆ แล้วมูลค่าของผลผลิตก็ร่วมห้าหมื่นล้านต่อปีเชียวค่ะ...นับเป็นสินค้าเกษตรหลักลำดับต้น ๆ ที่ทำรายได้เข้าประเทศเลยทีเดียว...นี่ยังไม่นับมูลค่าเพิ่มซึ่งเกิดจากการแปรรูปสินค้าเพื่อการส่งออก และ การจ้างงานอีกมากมายจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องของการผลิตสินค้าอาหารซึ่งมีกุ้งที่ว่านี้เป็นวัตถุดิบนะคะ.

ว่าแล้วป้าอ้นก็ไปเรื่อยจนถึงเรื่องส่งออกซะนู่นแนะ...เอาเป็นว่าเกริ่น ๆ กันพอเรียกน้ำย่อยให้ถึงบางอ้อว่าไอ้ภาพรวมของการเลี้ยงกุ้งเป็นยังไง...วันหลังคงมีโอกาสได้เล่าให้เวียนหัวกว่านี้เเกี่ยวกับเรื่องการเเลี้ยง..เรื่องการแปรรูป...และการส่งออก พร้อมตัวเลขอีกมากมาย....แต่วันนี้เราไปเที่ยวนาดูเขาจับกุ้งกันดีกว่า...

 

อ้อ...แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ...ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหากไม่พูดถึงซะตอนนี้ก็อาจขาดอรรถรส เหมือนกินตำไทยไม่ใส่ปูดอง...อร่อย...แต่ยังขาดอะไรชอบกล...

 

ก่อนพาไปจับป้าอ้นต้องขอเล่ารายละเอียดรูปพรรณสันฐานก่อนนะคะ...คือว่าการเลี้ยงกุ้งบ้านเราเนี่ยเริ่มกันมาร่วมสามสิบปี หรือ กว่านี้ทีเดียวคะ ประวัติที่มาที่ไปไว้ค่อยเล่าวันหลัง แต่ที่ต้องบอกวันนี้ก็คื่อชนิดของกุ้งทะเลที่เราเลี้ยง ๆ กัน...ประเทศไทยเริ่มเลี้ยงกุ้งในเชิงเกษตรอุตสาหกรรม ..คือเลี้ยงกันเยอะ ๆ มาก ๆ เพื่อผลผลิตต่อเนื่องในเชิงอุตสาหกรรม (เอ๊ะ...ป้าอ้นนี่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก...) โดยเลี้ยงพันธุ์ที่เขาเรียกว่า กุ้งกุลาดำ หรือเป็นภาษาฝรั่งเศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon เจ้ากุ้งกุลาดำ หรือ เรียกสั้น ๆ ว่า กุ้งกุลา บางคนก็เรียก กุ้งดำ ที่ว่านี้ เป็นกุ้งในแถบทะเลบ้านเรานี่เอง เลี้ยงกันมาพัก ใหญ่ ๆ (นับสิบ ๆ ปี) ก็เจอปัญหาแก้ไม่ตกเรื่องโรคระบาดในการเลี้ยง เกษตรกร หลาย ๆ รายต้องเริ่มถอยห่างเพราะไม่ประสบความสำเร็จ จนมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อรัฐบาลมีมติยอมให้มีการนำเข้ากุ้งทะเลเพื่อการเพาะเลี้ยง ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมประมง  กุ้งที่ว่านี้ก็คือ กุ้งวานาไม หรือ กุ้งขาว หรือ Penaeus vannamei นั่นเองคะ

 

แล้วหน้าตาของกุ้งขาวและ กุ้งดำที่ว่านี้เป็นไงละ กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งจากทะเลในแถบบ้านเรา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทะเลในแถบทวีปเอเซีย ส่วนกุ้งขามวานาไมเป็นกุ้งมาจากทะเลแถบอเมริกาใต้ แถว ๆ เอควะดอร์โน่นแน่ะคะหน้าตาก็เลยแตกต่างกันพอประมาณ ก็เหมือน ๆ กับคนเรานี่ละคะ คนไทย คนเอเซียรูปพรรณก็แตกต่างจากคนทางแถบโน้นเมือนกัน เราจมูกแบน ตาตี่ เขาจมูกโด่ง ตาโต อะไร..อะไร..แบบนี้ละคะ ...

 

กุ้งกุลาดำ มีลายพาดขวางบนลำตัวชัดเจน ฝรั่งจึงเรียกว่า Black Tiger Shrimp ส่วนสีสรรติดไปทางเข้มหน่อย ส่วนใหญ่จะหนักไปทางน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม เอ...แล้วทำไมไม่เรียก Brown Tiger …อันนี้ป้าไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเป็นเพียงนักวิชาเกินหาใช่นักวิชาการไม่...แล้วก็อีกประเด็น....หัวโตกว่ากุ้งขาวหน่อย ลองดูในภาพนะคะ     

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                กุ้งกุลาดำ: พอจะมองเห็นลายบนลำตัวนะคะ สังเกตุที่ปลายหางนะคะจะมีสีเข้มทีเดียว

 

กุ้งกุลาดำ: ส่วนภาพนี้หลังเสียชีวิตแล้ว...รอชันสูตร....เห็นลายพาดบนลำตัวชัดเจน สีสรรตั้งแต่เข้มมากไปจนถึงเฉดอ่อนก็มีให้เห็น

กุ้งขาววานาไม  สังเกตุจะพบว่ามีจุดเล็ก ๆ มากมายบนเปลือก รูปร่างเพรียวกว่ากุลาดำเล็กน้อยเพราะหัวเล็กกว่า สีค่อนข้างเสมอกันทั้งตัว และดูใส ๆ กว่ากุลาดำ เนื่องจากมีเปลือกที่บางกว่าเล็กน้อย พูดง่าย ๆ ว่าผิวบางว่างั้นเถอะ

 

เอาละคะ ดูรูปร่างหน้าตากันแล้ว เราก็ไปจับกันได้เลย .....ในสมัยแรก ๆ ที่บ้านเราเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การจับกุ้ง หรือนำกุ้งที่เลี้ยงได้ขึ้นจากบ่อนั้นต้องอาศัยช่วงจังหวะน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปัจจัยสำคัญด้วย  ต่อมามีการพัฒนารูปแบบบ่อเลี้ยงและเทคนิครวมถึงการใช้เครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาช่วย วิธีการจึงมีความหลากหลายยิ่งขึ้น อาจจะพูดได้ว่าเทคนิคแพรวพราวว่างั้นเถอะ...ยิ่งเมื่อเราหันมาเลี้ยงกุ้งขาวซึ่งส่วนใหญ่มีความหนาแน่นต่อตารางเมตรมากขึ้น และกุ้งขาวก็ทนทานกว่าไม่ใจเสาะแบบที่โบราณเขาว่า ขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวง่ายเหมือนกุ้งกุลาดำ จึงเกิดเทคนิคในการจับเพียงบางส่วน  ที่เหลือก็เลี้ยงต่อไปเพื่อให้ได้ขนาดตัวใหญ่ขึ้น  อันนี้เองเป็นที่มาของปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีนี้ จนมีผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนออกมาแสดงความคิดเห็นให้ติดเบรคกันบ้าง ม่ายงั้นอาจเสียสมดุลย์เพลี่ยงพล้ำ ผลิตเยอะต้นทุนบาน...แต่ยังได้ตังค์เท่าเดิม.. ฮา...

 

กลับมาเข้าเรื่องเราดีกว่า...คราวนี้ที่ป้าจะพาไปชมเป็นการจับกุ้งเพียงบางส่วน ไม่ได้จับหมดบ่อ หรือคว่ำบ่อตามภาษานากุ้ง..ไอ้การจับแบบนี้ บางคนก็เรียกแบบฝรั่งว่า พาเชี่ยน พาเชี่ยน (ออกเสียงอย่างนี้จริง ๆ) ซึ่งมาจากคำว่า partial harvest นั่นเอง  การจับกุ้งแบบนี้มักจะต้องลงมือกระทำการอย่างนิ่มนวลเพื่อไม่ให้กระทบมากเกินไปกับกุ้งที่เหลือไว้ในบ่อเลี้ยง เพราะหากไม่ระมัดระวังเผลอ ๆ ต้องกลับมาจับคว่ำบ่อในวันรุ่งขึ้นเพราะกุ้งที่ตั้งใจจะเลี้ยงต่อพลอยขาดใจตายตามไปด้วย ผลผลิตเลยไม่ได้ตามเป้ากันพอดี... 

 

ส่วนใหญ่ทีมจับจะมีความชำนาญและรู้ใจกุ้งเป็นอย่างดี บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นเลยทีเดียว  เริ่มจากการค่อยๆนำอวนล้อมลงไปใต้น้ำอย่างนุ่มนวล ซักพักจึงหว่านอาหารเพื่อเรียกความสนใจให้กุ้งเข้ามาในบริเวณอวนล้อมอยู่  พอประมาณว่ากุ้งเข้ามาอยู่ในวงล้อมพอสมควรก็เริ่มลงมือ ค่อย ๆ รวบอวน ทีมต้องทำงานประสานกันม่ายงั้น หากตาข่ายเกิดพัลวัลกันก็อาจเสียหายได้ เพราะรวบอวนคราวหนึ่งนั้นเข้าหลักร้อยสองร้อยกิโล  หากไม่ระมัดระวังทั้งกุ้งและคนจับอาจติดอยู่ในแห ซึ่งที่จะแย่ที่สุดก็คนจับนั่นละคะเพราะกรีที่หัวกุ้งนั้นคมอย่าบอกใครเชียว  เมื่อรวบเข้ามาอยู่ในวงพอประมาณจึงเริ่มใช้ตะกร้าตักกุ้งขึ้นจากบ่อ ลำเลียงชั่งน้ำหนัก เพื่อส่งต่อไปยังจุดหมายซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ซื้อซึ่งอาจเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป หรือ พ่อค้าคนกลางผู้นำส่งสินค้าไปยังตลาดค้ากุ้งนั่นเอง

 

เตรียมการ

 

พอประมาณว่ากุ้งว่ายเข้ามากินอาหารในปริมาณสมควร จึงค่อย ๆ รวบแหเข้ามา

 

กุ้งที่เตรียมนำขึ้นมาจากบ่อ....จับได้โขอยู่ทีเดียว

ตักขึ้นโดยตะกร้าเพื่อชั่งน้ำหนัก และขนส่งไปต่อไปค่ะ

 

ขนาดของบ่อเลี้ยงกุ้งในบ้านเราส่วนใหญ่มีขนาดประมาณ 3-6 ไร่ โดยเฉลี่ย  ซึ่งขนาดที่ว่านี้ไม่มีเกณฑ์ตายตัว  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ และ เทคนิคของแต่ละคน (เทคนิคอีกแล้ว ใช่ค่ะ ยืนยันว่าคำนี้ใช้เยอะที่เดียวในวงการนี้)  

ฟาร์มที่ป้าอ้นได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมในวันนั้นเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีจำนวนบ่อเลี้ยงทั้งหมดรวมประมาณ 30 บ่อ ขนาดต่าง ๆ กันไป แต่ก็เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่กล่าวข้างต้น วันนั้นจับกุ้งขึ้นมาประมาณ 2 ตันเชียวค่ะ นี่เพียงบางส่วนนะคะ 

ป้าอ้นต้องขอขอบคุณ คุณจรัล เจ้าของฟาร์มซึ่งกรุณานำชมการจับกุ้ง รวมถึงให้ข้อมูลสาระน่าสนใจหลายประการทีเดียวในวันนั้น  อันเป็นที่มาของเรื่องสัพเพเหระของป้าอ้นในวันนี้ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างกับชาว gotoknow ที่กรุณาติดตามมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ อย่างน้อย คงพอให้เห็นภาพขบวนการตอนขั้นหนึ่งของกุ้งที่เลี้ยงอยู่ในบ่อ ว่าถูกจับขึ้นมาอยู่บนจานเราได้อย่างไร แล้วพบกันใหม่ค่ะ....

 

ป.ล. ป้าอ้นต้องขอขอบใจน้องหมาก บั๊ดดี้ตัวน้อย (แต่ร่างยักษ์) ของป้า มา ณ ที่นี้ที่ช่วยคนแก่สายตาฝ้าฟางพิสูจน์อักษรก่อนโพสต์...ขอบใจนะลูกนะ...