พระปรางค์เอียง
พระปรางค์เอียง
วัดสาขลาแห่งหมู่บ้านสาขลาก็นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจเพราะวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการตั้งหมู่บ้าน ภายในวัดมีหลวงพ่อโตเป็นพระประธานในอุโบสถ วัดสาขลามีความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งตรงที่วัดนี้มี "พระปรางค์เอียง" ที่เป็นพระปรางค์เก่าแก่ตั้งอยู่ริมคลองโดยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเกิดแผ่นดินทรุดน้ำท่วมขัง ทำให้พระปรางค์แห่งนี้เอียงลงมา แต่ก็ไม่มีท่าว่าจะล้มลงแต่อย่างใด ทุกวันนี้ก็คงสภาพเดิม
ขอบคุณมากค่ะ รักษาสุขภาพเช่นกันค่ะ
องค์พระปรางค์เจดืวัดสาขลา ปริศนาดินแดนบ้านป่าชายทะเล หมู่บ้านสาขลาตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาด้านฝั่งธนบุรีติดชายทะเล ภูมิประเทศล้อมรอบด้วยป่าแสม ป่าจาก ป่าโกงกาง ซึ่งโบราณบรรพชน ได้วางผัง ไว้อย่างลงตัว ขุดคู คลอง แบ่งเขตคล้ายดังนำแบบอย่างมาจาก อโยธยา มีคูคลองแบ่งเขตภายในหมู่บ้าน เป็นเกาะเล็กๆ ในสมัยก่อน การคมนาคม การติดต่อ ทางเรือพาย เรือแจว และการเดินเท้าเท่านั้น ปัจุบัน เป็นชุมชน หนาแน่น สอบถามผู้สูงอายุ ในหมูบ้านสาขลา ได้ข้อมูลว่า เท่าที่จำได้ สมัยรุ่นปู่รุ่นทวด บอกไว้ว่า มีประชากรไม่มาก อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน บ้านเรือนไม่หนาแน่น อย่างทุกวันนี้ ปลูกบ้านมีเรือนชาน ยกพื้นสูง เรือนไทย อยุธยา พื้นไม่สัก ฝาเฟี้ยม ใช้ไม้สัก แทนตะปู หลังคามุงจาก และปลูกเป็นกะต๊อบ ขัดแตะไม้ไผ่ หลังคามุงจาก ก็มี เด็กเล็ก หญิง ชาย บางครัวเรือน ไว้จุกแกละ และ เปีย การแต่งกายโดยเฉพาะ ผู้หญิง นุ่งผ้าถุง และโจงกระเบน รัดด้วยเข็มขัดทองคำบ้าง เข็มขัดนาก เข็มขัดเงินบ้าง สวมเสือคอกลมแขนยาว คอกระเช้าก็มีบ้าง และนิยมประดับด้วยสร้อยคอ และสร้อยข้อมือทองคำ ผู้สูงอายุ หญิงชาย นิยม เคี้ยวหมาก และแต่ละหลังคาเรือนก็จะมี สำรับเชี่ยนหมาก ซึ่งในสำรับเชี่ยนหมาก ก็จะมีกระปุก ทำจากทองเหลือง ไว้ใส่หมาก ใส่ปูน ใส่พลู และกระโทนสำหรับบ้วนน้ำหมากพร้อมผ้าเช็ดปากในสำหรับเชี่ยนหมาก เกือบทุกหลังคาเรือนทรงไทย เมื่อมีเทศกาลงานบุญ ก็จะมารวมตัวกันที่ลานหน้าวัด มีการละเล่นผีข้อง แม่ศรี สะบ้า ตะกร้อ มอญซ่อนผ้า เป็นต้น เป็นที่หน้าสังเกตุ ก็คือหมู่บ้านสาขลา เมื่ออดีตเป็นคล้ายหมู่บ้านปิด ทำเลที่ตั่งไม่อยู่หัวเมืองทางผ่าน แต่มีลักษณะที่อยู่อาศัย การแต่งกาย วัฒนธรรม ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ คล้ายชุมชนหัวเมืองในอดีต มีบันทึกวัดที่ขึ้นต่อกรมศาสนา บันทึกไว้ว่า หมู่บ้านสาขลา เมื่อก่อนเรียกหมู่บ้าน สาวกล้า และวัดสาขลา สันนิษฐานว่า ชาวบ้านช่วยกันสร้างไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2325 เมื่อคราวรบชนะพม่า ความสั้นๆ เท่านี้เอง สำหรับองค์พระปรางเจดีย์ ที่ชาวบ้านสาขลาเรียกพระปราง มีลักษณะรูปทรงคล้าย องค์พระปรางวัดอรุณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ธนบุรี เพียงแต่ความสูง ขององค์พระปรางวัดสาขลา สูงประมาณ 20 กว่าเมตร ฐานทั้ง 4 ด้าน ขององค์พระปรางมีความกว้างประมาณ 8 เมตร มีพระกำแพงแก้ว ล้อมรอบ มีประตูทางเข้า 3 ด้าน ด้านที่ 1 ประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก ด้านที่ 2 ประตูทางเข้า ทางทิศตะวันตก ด้านที่ 3 ประตูทางเข้า ทางทิศใต้(ด้านทิศเหนือ) ซึ่งหันหน้าเข้าพระนครกรุงเทพ ไม่มีประตูทางเข้า ซึ่งคล้ายเป็นปมปริศนาบางอย่าง มีองค์พระปรางเจดีย์ องค์บริวาณ 4 องค์ 4 ทิศล้อมรอบ จะแตกต่าง จากวัดอรุณก็ตรงที่ หน้าประตูทางเข้า ด้านทิศตะวันออก นอกพระกำแพงแก้ว มีองค์พระปรางเจดีย์ องค์บริวาณ องค์เล็ก อยู่หน้าประตูอีก 2 องค์ สำหรับประวัติองค์พระปรางเจดีย์วัดสาขลา ถ้าไปถามคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะได้คำตอบคล้ายๆกัน คือ เกิดมาก็เห็นแล้ว รุ่นพ่อรุ่นปู่ ก็บอกไว้อย่างนั้นเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโบราณสถามที่ล้ำค่า เป็นโบราณสถานที่ชัดเจน มากที่สุด ในด้านประวัติศาตร์ สมัยกรุงธนบุรี ศีมหาสมุทร เพียงแต่ ยังไม่แพร่หลาย สู่สายตาผู้เชี่ยวชาญ นักประวัติศาสตร์ สมัยธนบุรี และมีอยู่องค์เดียวในประเทศไทย ที่สร้างไว้เพื่อ เทิศพระเกียรติ ในการกอบกู้แผ่นดิน ขององค์บูรพกษัตรยิ์ พระองค์หนึ่งของแผ่นดินไทย ส่วนองค์พระปรางเจดีย์ เท่าที่ทราบที่มีอยู่ในประเทศไทย อีก 2 องค์ คือ ที่จันทบุรี และ ฉะเฉิงเทรา สร้างไว้เพื่อ เป็นอนุสรณ์ ลำลึก เมื่อคราวเสด็จทับผ่าน ความจริงแล้ว องค์พระปรางเจดีย์บ้านสาขลาถ้าได้สังเกตุ พิจารณาไตร่ตรองดูแล้ว ก็คงอาจพอสรุปได้เพียงแต่ ผู้ที่ได้พบเห็น อาจจะชินตา หรือ อาจลืมพิจารณา ไตร่ตรอง กล่าวคือ 1.ผู้ที่ออกแบบ วางผังในสมัยนั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญ รอบรู้ในงานช่างสิบหมู่ เป็นอย่างดียิ่ง 2. ศิลปะ อายุความเก่า ประมาณได้ค่อนข้างชัดเจน ร่วมสมัยระหว่าง ปลายอยุธยา ผสมผสานสมัยธนบุรี ซึ่งเป็นต้นแบบรัตนโกสินทร์ เหตุเพราะผู้ที่ร่วมสร้างคือ กลุ่มคนอโยธยาที่อพยบย้ายเมือง มาอยู่ ณ กรุงธนบุรี 3.ผู้ที่สั่งการให้สร้าง จะต้องมีบารมี มีกำลังพล มีกำลังไพร่ มีกำลังทรัพย์ และมีวัตถุประสงค์ อย่างสำคัญยิ่ง ในการก่อสร้าง เพราะพื้นที่บริเวร ก่อสร้าง ในสมัยนั้น เป็นป่าชายทะเล มิได้เป็นหัวเมืองทางผ่าน 4.ถ้าเป็นบุคคลชนชั้นชาวบ้านป่า ไพร่ หรือแม้กระทั่งขุนนาง คนสมัยโบราณ จะเคร่งครัด ในประเพณีโบราณ จะมิบังอาจกล้าสร้าง เปรียบสูงเทียมฟ้าขนาดนี้ นอกจากองค์พระมหากษิตรยิ์ และพระบรมราชวงค์ชั้นสูงเท่านั้น 5.ของสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเยี่ยงนี้ แต่ไม่มีบันทึกเปิดเผยไว้ในสมัยนั้น ผู้ใดอยากรู้เหตุผลเพิ่มเติมไปค้นคว้ากันเอง ทำไมถึงเรียก บ้านสาวกล้า? ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับการรบชนะพม่า? ทำเลที่ตั้งหมู่บ้านสาขลา ไม่ได้ตั้งอยู่ทำเลหัวเมืองหลัก เพราะฉะนั้น ไม่ได้เป็นจุดยุธศาสตร์ และทำเลที่ตั้งก็ไม่ได้เป็นแนว ตะเข็บชายแดนติดกับประเทศพม่า จึงไม่มีเหตุผลในการศึก สมัยนั้น ที่พม่าจะบุกเข้ามาบ้านสาขลา ให้ยุงรุมกัด ปัจจุบัน เคยมีผู้พบเห็น ถ้วยชามโบราณ โครงกระดูก มนุษย์บางส่วน นอกหมู่บ้านสาขลา เกือบถึงฝั่งชายทะเล ก็ด้วยการค้าสมัยโบราณ ขนส่งทางเรือสำเภา เป็นหลัก ฉะนั้น เรือย่อมเกืด อับปราง ล่มลงบ้าง เมื่อถูกคลื้นลม ซัดเข้าชายฝั่ง เกิดการทับถม จนเมื่อมีคน อาจไปขุดพบเจอเข้า ลักษณะ เช่นนี้ ก็เคยเกิดขึ้น เป็นข่าว ที่แถวชายฝั่ง ทะเลนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สำหรับหมู่บ้านชายฝั่งทะเล บ่างพื้นที่ เมื่อครั้งที่ องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งพระยศเจ้าตากได้รวบรวมไพร่พล เพื่อต่อสู่ขับไล่ พม่าข้าศึก ครั้งนั้นทหารพม่ามีจำนวนมากกว่า ทหารไทย หลายเท่า ฉะนั้น ผู้เป็นหญิง ผู้เมีย ผู้พี่ ผู้น้อง ก็จับอาวุธ เข้าช่วยผู้ผัว ผู้พี่ ผู้น้อง ของนักรบไทย ทำศึกร่วมรบ ในคราวนั้น ยอมตาย ถวายชีวิต เพื่อแผ่นดิน ก่อนสิ้นกรุงธนบุรี ศรีมหาสมุทร กลุ่มคนบางกลุ่ม ได้อบพยพ ย้อนมาพึ่งพิง ณ แผ่นดินป่า ชายทะเล ซึ่งมี อนุสรณ์ สถานสำคัญสร้างอยู่ คือองค์พระปรางเจดีย์ แล้วได้ปลูกบ้าน สร้างเรือน สร้างวัด เปลี่ยนชื่อ ปกปิดฐานะ และเพื่อเป็นเกียรติประวัติ แด่ผู้เมีย ผู้น้อง ผู้พี่ ผู้เป็นหญิง ที่ช่วยทำศึกขับไล่พม่า เมื่อครั้งสมัย ต้นแผ่นดินธนบุรี พระอุปราชเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ จึงพระราชทานให้ชื่อ หมู่บ้านผู้สาวกล้า แต่นั้นมา ต้นพุทธศักราช 2325 ณ คราวนั้นเอง พระอุปราชเจ้าฟ้า ผู้เป็นพระโอรสแห่งกรุงธนบุรี ศรีมหาสมุทร ผู้ซึ่งเรียกขานนามท่านพระยาพิชัยดาบหักว่าพี่ ทรงรักเคารพ เสมอพี่ชายร่วมสายพระโลหิต ก็ทิ้งร่างไว้ ณ แผ่นดินกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร เหลือไว้ให้จดจำ เพียงอนุสรณ์ แห่งคำว่า บ้านสาวกล้า สืบเนื่องครั้งนั้น ไม่กี่เพลา ความแจ้งแก่ขุนพลแก้ว นาม พยาพิชัยดาบหัก กรุงธนบุรีสิ้นแล้ว น้องเสมอด้วยชีวิตสิ้นแล้วฯ (คัดมาจากหนังสือ ของชาวบ้าน บ้านสาขลา "ที่ระลึกงานฉลองสมโภชน์องค์พระปรางวัดสาขลา สมุทรปราการ วันอาทิตย์ 7 ม.ค. 2550")