วันที่ ๑๗ ส.ค. ๕๒ ผมไปประชุมคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข   มีเรื่องสืบเนื่อง คือเรื่อง “ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ”    ซึ่งขณะนี้ดำเนินการตาม พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕

          กลับมาที่บ้าน ผมตั้งคำถามว่า ขณะนี้การปฏิบิติตาม พรบ. นี้ และตามที่ คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) กำหนด   เป็นการคุ้มครองใครกันแน่  

          ผมฟันธงว่า เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย มากกว่าผลประโยชน์ของผู้ประสบภัยจากรถ   เพราะตามผลการวิจัย พบว่าบริษัทประกันได้กำไรมากมาย   และกองทุนก็มีกำไรสะสมถึงกว่าหมื่นล้านบาท   โดยที่กองทุนมีค่าบริหารสูงถึงร้อยละ ๔๐   ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ารังเกียจหรือน่าอับอายมาก   ว่ากองทุนมีการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพถึงพียงนี้เชียวหรือ   คปภ. น่าจะต้องชี้แจงต่อสาธารณชนว่าทำไมค่าบริหารจึงสูงเช่นนั้น    NGO ที่ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้น่าจะไปรุก คปภ. นะครับ     

          ผลการวิจัยเรื่องนี้บอกว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ประสบภัย ที่ได้ใช้ประโยชน์ของการประกันนี้    การที่กว่าครึ่งไม่ได้ใช้สิทธิ์ เกิดจาก ๒ สาเหตุ คือ  (๑) เพราะไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชย  (๒) เพราะความยากลำบากในการรวบรวมเอกสารเพื่อขอค่าชดเชย    และมีสาเหตุที่ ๓ จากคำบอกเล่าของ นพ. วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. คือเพราะค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุได้รับการคุ้มครองจาก สปสช. อยู่แล้ว    สะดวกกว่าหากไม่ระบุสาเหตุว่าเกิดจากอุบัติเหตุรถ ก็ใช้สิทธิคุ้มครองโดย สปสช. ไม่ต้องเสียเวลาทำหลักฐานมากมายเพื่อไปขอใช้สิทธิ์ในฐานะผู้ประสบภัยจากรถ

          วิธีการที่บริษัทประกันทำให้ขั้นตอนขอใช้สิทธิ์ยุ่งยาก ได้ผล   ทำให้บริษัทประกันได้กำไรมากขึ้น   จ่ายค่าคุ้มครองน้อยกว่าที่ควร

          ผลการวิจัยบอกว่า แต่ละปี บริษัทประกันจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเบี้ยประกันที่ได้รับ    ปีที่จ่ายสูงสุดคิดเป็นร้อยละ ๔๖ ของเบี้ยประกัน    ซึ่งหมายความว่าบางปีค่าบริหารสูงกว่าค่าชดเชย  

          นี่คือตัวอย่างของ กฎหมายที่ดี แต่ล้าสมัย    และตัวกฎหมายมันดีในช่วงที่ออก คือปี ๒๕๓๕   แต่หลังจากมี สปสช. กฎหมายนี้ก็ล้าสมัยทันที    เปลี่ยนจากกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไปเป็นกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย

          การแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย และไม่เป็นประโยชน์ตามเป้าหมายเดิม เช่นนี้   แก้ไขยากมาก    เพราะบริษัทประกัน และ คปภ. จะมีข้ออ้างต่างๆ นานา    และเขาก็มีพลังลึกลับที่จะทำให้นักการเมืองผู้ออกกฎหมายไม่อยากเข้าไปยุ่งให้เสียผลประโยชน์ 

          มีคนบอกว่า พอมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้แต่ละครั้ง คปภ. ก็จะลดค่ากรมธรรม์  และให้สิทธิคุ้มครองมากขึ้น    คำบอกเล่านี้ทำให้ผมตีความว่า คปภ. รักษาผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย มากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ

          เรื่องนี้ แสดงประโยชน์ของการวิจัยเชิงระบบ ของกิจการต่างๆ ในสังคม   และแสดงให้เห็นว่า การนำผลการวิจัยแบบนี้มาใช้ประโยชน์ ก็ต้องเอามาจัดการเสวนาสาธารณะให้สังคมรับรู้บ่อยๆ และกว้างขวาง    โดยร่วมมือกับกลุ่มผู้ทำงานคุ้มครองผู้บริโภค

          นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ได้ลงข่าวเรื่องนี้ไว้ที่นี่

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ส.ค. ๕๒