การบริหารจัดการโรงเรียนเอกชน

 

การบริหารการจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชน

 

  การจัดการศึกษามีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพของประชากรซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ขณะที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาคุณภาพของการจัดการศึกษา เพื่อให้มีศักยภาพสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ทำให้ทุกฝ่ายจะต้องมีความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา รวมถึงการจัดการศึกษาในสถานศึกษาเอกชนด้วยและในการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้นเอกชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการให้การบริการทางการศึกษาเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐมาโดยตลอดโดยเฉพาะอย่ายิ่งในส่วนที่รัฐไม่สามารถจัดได้หรือที่รัฐจัดได้ไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรของรัฐ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2544: 3)   

การบริหารจัดการจัดศึกษาเอกชน ผู้ที่มีส่วนผลักดันให้เกิดความสำเร็จในสถานศึกษา มีคุณภาพและก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วคงหนีไม่พ้นผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารเอกชนต้องรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดกับสถานศึกษาเอกชน  การเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบต่อการเกิดวิกฤติทางการศึกษาส่งผลให้ระบบการศึกษาต้องทบทวนการจัดการศึกษาให้กระจายอำนาจทางการศึกษาให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารสู่สถานศึกษามากขึ้น   (รุ่ง แก้วแดง, 2546: 3 ) และเนื่องจากสถานศึกษาเอกชนมีบทบาทสำคัญในการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบทางการจัดและตระหนักเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญของสถานศึกษา โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาการศึกษา พัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอยู่เสมอจึงเป็นความท้าทายต่อผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน (ศรีเรือน   ลิขิตเดชาโรจน์ , 2551 :24 ) ตามประวัติการจัดการศึกษาของไทย รัฐมีเจตนารมณ์สนับสนุนให้เอกชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การศึกษาเอกชนเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาเป็นระยะเวลายาวนาน อาจกล่าวได้ว่าเอกชนจัดการศึกษาควบคู่กับรัฐและยังเป็นผู้นำในบางด้านให้กับโรงเรียนของรัฐ แต่ที่ผ่านมาบางช่วงเวลาการศึกษาเอกชนก็เฟื่องฟูเพราะรัฐให้การสนับสนุน แต่บางช่วงก็ซบเซา โดยเฉพาะหลัง       พ.ศ. 2518 เมื่อรัฐมีนโยบายที่จะเป็นผู้จัดการศึกษาภาคบังคับเองทั้งหมด จึงมีผลทำให้โรงเรียนเอกชนดูเหมือนเป็นคู่แข่งขันกับโรงเรียนของรัฐมากกว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมช่วยแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของรัฐ  ระยะเวลาที่ผ่านมาภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานน้อย และไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น สถิติในปีการศึกษา 2547 พบว่าเอกชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานร้อยละ 16.2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก โดยจะเพิ่มในระดับก่อนประถมและระดับประถม ส่วนระดับมัธยมลดลง ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐธรรมนูญที่กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของเอกชนอย่าง สวยหรู และผลจากการรายงานของหลายๆหน่วยงานกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการจัดการศึกษาของเอกชนช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐได้มาก อีกทั้งจากรายงานพบว่าโรงเรียนเอกชนมีส่วนช่วยลดภาระงบประมาณรายจ่ายของรัฐคิดเป็นร้อยละ 10.43 ของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษารวมของประเทศ ในด้านผลผลิตของเอกชนจากผลการประเมินคุณภาพ จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รายงานว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโรงเรียนในสังกัดอื่น และถ้าเปรียบเทียบคุณภาพของผู้เรียนระหว่างรัฐกับเอกชน เห็นได้ชัดเจนว่าเอกชนดีกว่ารัฐเกือบทุกมาตรฐาน ยกเว้นมาตรฐานที่ 9 และ 10 นอกจากนี้ในการประชุมสัมมนาเรื่อง

6 ปี กับการปฏิรูปการศึกษา ข้อสรุปของหน่วยงานต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิต่างก็ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรจะกระจายภารกิจในการจัดการศึกษาให้เอกชนมากขึ้นเพื่อนำงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดไปแก้ปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ โดยให้รัฐเข้าไปอุดหนุนเอกชนในเรื่องของการบริหารจัดการ เพื่อที่เอกชนจะได้มีเงินอุดหนุนมากขึ้นเพียงพอต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยที่ไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากผู้ปกครอง(ชำนาญเหล่ารักผล, 2551: Online) การบริหารจัดการศึกษาเอกชนจึงพบกับปัญหาในบางส่วน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.. 2550 ได้เสนอกฏหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องศึกษาให้ชัดเจนในหลายด้านซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษาเอกชนในด้านต่างๆ      เป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้ความสนใจกับการจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาส่งผลที่ดีต่อผู้เรียน