การกำหนดนโยบาย (Policy Making) เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์กระบวนการ (Process)วิเคราะห์ผลผลิต (Output) และผลกระทบ (Effect) ของนโยบาย และมีลักษณะของการให้ข้อเสนอแนะ (Precriptive) เพื่อการปรับปรุงมากกว่าการพรรณนา (Descriptive) เพื่อการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย ส่วน การวิจัยนโยบาย เป็นการศึกษาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำ พัฒนานโยบาย หรือหาแนวทางในการส่งเสริมให้นโยบายประสบผลสำเร็จ

              การกำหนดนโยบาย  (Policy Making)  ส่วนใหญ่จะครอบคลุมแบบแผนของการปฏิบัติ   ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับเวลาที่ต้องใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ  สามารถจำแนกแนวทางในการศึกษาการกำหนดนโยบาย  ไว้  2  ประเภท  คือ 

1.  เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์กระบวนการ (Process)  ของการกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ  ซึ่งมุ่งเน้นการพรรณนา  (Descriptive)    มากกว่าการให้ข้อเสนอแนะ  (Precriptive)

2.  เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์ผลผลิต (Output)  และผลกระทบ  (Effect)  ของนโยบาย  และมีลักษณะของการให้ข้อเสนอแนะ  (Precriptive)  เพื่อการปรับปรุงมากกว่าการพรรณนา  (Descriptive)    เพื่อการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย 

 

เทคนิคในการจัดทำการกำหนดนโยบายควรคำนึงถึงหลักการต่างๆ ดังนี้

                                1. นโยบายขั้นพื้นฐาน  ผู้วางนโยบายต้องทราบแก่นแท้ของปัญหา  และต้องทราบเป้าหมายอย่างถ่องแท้ก่อนว่าอะไรคือปัญหาที่จะต้องแก้ไข  เมื่อทราบปัญหาจึงจะวางนโยบายได้

                                2.  ต้องประมวลหรือเก็บปัญหาที่เกี่ยวข้องมาใช้

                                3. วิธีที่จะดำเนินการมีทางเลือกทางใดบ้าง  ทางเลือกใดจะช่วยให้ได้ผลในเวลาอันรวดเร็ว  และสามารถแก้ปัญหาได้โดยฉับพลัน

                                4.  ผู้วางนโยบายจะต้องพิจารณาว่าถ้าใช้หรือไม่ใช้นโยบายนี้แล้วจะเกิดผลอย่างไรบ้าง

                                5.  นโยบายนั้นจะต้องยอมรับและเห็นชอบจากใครบ้าง

                                6.  ผลของนโยบายที่ได้ปฏิบัติไปแล้วว่ามีอย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้ปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

 

                เมื่อพิจารณาจะเห็นว่าการกำหนดนโยบายเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการนโยบาย และเป็นองค์ประกอบแรกของการวิเคราะห์นโยบาย  และด้วยเหตุผลในความสำคัญของการกำหนดนโยบาย   เพื่อให้ได้นโยบายที่ดีและเหมาะสมต่อเป้าหมายนั้น  นอกเหนือจากขั้นตอนการประเมินผลนโยบายแล้ว    นักวิชาการส่วนใหญ่มีความสนใจศึกษาโดยการใช้กระบวนการการวิจัยซึ่งเป็นการแสวงหาความรู้ความจริงโดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาควบคู่ไปเพื่อหาขั้นตอนการจัดทำนโยบายที่ดี

 

 การวิจัยนโยบาย  เป็นการศึกษาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำ พัฒนานโยบาย หรือหาแนวทางในการส่งเสริมให้นโยบายประสบผลสำเร็จ  การวิจัยโดยทั่วไปอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) และการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งเป็นการวิจัยเชิงทฤษฎี  กับการวิจัยเชิงนโยบาย ในสมัยก่อนยังไม่ค่อยจะมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์และสถิติ การวิจัยส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บข้อมูลเพื่อมาทำการทดสอบตัวแบบ แต่ว่าการวิจัยในสมัยก่อนมีจุดมุ่งหมายมุ่งใช้การกำหนดนโยบายเป็นส่วนใหญ่     ปัญหาการวิจัยสมัยก่อนส่วนมากจะแยกไม่ออกว่าเป็นการวิจัยเชิงทฤษฎีหรือเชิงนโยบาย มักจะรวมทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน  ต่อมาเมื่อมีความรู้ทางสถิติดีขึ้น จึงมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างการวิจัยเชิงนโยบายและการวิจัยเชิงทฤษฎี   ซึ่งงานวิจัยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นวิจัยเชิงนโยบายทั้งสิ้น เนื่องจากการวิจัยเชิงทฤษฎีในประเทศไทยไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน

งานวิจัยที่มีคุณภาพสูง จะมีส่วนช่วยในการกำหนดนโยบายเป็นอย่างมาก มีดังนี้

1.  เป็นเครื่องมือของการให้ความรู้ความคิดแก่ผู้กำหนดนโยบาย

2.     มีบทบาทในการวิเคราะห์ปัญหา และกำหนด

3.     บทบาทของงานวิจัยในการมองเห็นปัญหาล่วงหน้า

4.  บทบาทของการวิจัยในการทดลองรูปแบบใหม่ ๆ การทดลองนี้คล้าย ๆ กับ pilot project ถ้าทดลองแล้วใช้ได้หรือไม่ได้ ก็จะเห็นข้อแตกต่าง

5. บทบาทในการประเมินผล  บทบาทนี้เป็นการประเมินผลกระทบต่าง ๆ  ถ้าไม่มีการประเมินผลต่าง ๆ การกำหนดนโยบาย คงไม่ทราบว่าแต่ละนโยบายทำได้ถูกต้องหรือไม่ ฉะนั้นส่วนนี้จึงมีความสำคัญในการกำหนดนโยบาย