สารัตถะคือว่าเราต้องเป็นฝ่ายจับปูใส่กระด้ง เข้าใจธรรมชาติปู เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกัน ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลองไปเรื่อย ๆ ไม่มีผิดไม่มีถูก ทำงานแบบทำไปเล่นไป จึงจะได้ความงามของศิลปะแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

หลังจากที่คุณเอก ได้เปิดบันทึก "เปิดใจที่จะเรียนรู้ เพือพัฒนาตัวเอง : บทบาทของผู้นำกระบวนการมือใหม่"   ตาม link http://gotoknow.org/blog/mhsresearch/292434  ทำให้ศิลา หนึ่งในทีมงานต้องทำการบ้านตอบบันทึกคุณเอกด้วยเช่นกัน  ครั้นจะให้ตอบในบันทึกคุณเอก ก็คงจะเป็นความเห็นที่ยาวมาก จึงขอเปิดบันทึกใหม่ตอบการบ้านอาจารย์เอก 

                

 

เริ่มด้วยความประทับใจในการเป็นผู้นำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มือใหม่ ของคุณเอก...จากการได้ร่วมทีมงาน "Humanized Educare" สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงหล่อเลี้ยงหัวใจ "ครูเพื่อศิษย์" ที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศ ให้มารวมตัวกันเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

คำบอกเล่าของชายหนุ่มหัวใจใส ๆ แต่สติปัญญาไม่ธรรมดาจากข้อความบางส่วนที่หยิบยกมามีดังต่อไปนี้ค่ะ

  

"การรู้ผ่านมโนทัศน์ (Propositional Knowing)แม้แต่การสังเกตจากการเล่าเรื่องที่ผ่านการปฏิบัติ เล่าเรื่องที่ผ่านประสบการณ์เองของผู้เข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสังเกตของผู้นำกระบวนการ ผสานศาสตร์ของนพลักษณ์ก็ถือว่าเป็นทางลัดในการเดินทางเข้าสู่การแลกเปลี่ยนที่ลึกมากยิ่งขึ้นได้โดยแนบเนียน 

 

หากมีวิธีการใหม่ๆที่สามารถเรียนรู้ได้ และใช้ได้กับวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการ Dialogue ให้เกิดพลังในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเชิงบวกของผู้เข้าร่วมกระบวนการได้ใคร่ครวญอย่างใช้ปัญญา ผมก็พร้อมเปิดใจที่เรียนรู้ แต่อย่างไรก็ตามขอให้มีความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ (Humanistic value) เป็นพื้นฐานของทุกกระบวนการในฐานะศูนย์กลางของการเรียนรู้ ที่เจตนาให้ผู้ร่วมกระบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง รวมไปถึงสร้างความเข้าใจต่อสิ่งภายนอกที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสมดุล ให้เกิดขึ้นอย่างพร้อมๆกัน รวมถึงผู้นำกระบวนการด้วย" 

 

ข้อเขียนนี้มีความงดงาม เป็นการมองโลกด้วยความเป็นกัลยาณมิตร

ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว คงไม่มีตำราใดสอนวิธีการเป็นผู้นำกระบวนการที่ถูกต้องและดีที่สุุด...ความเป็นผู้นำกระบวนการคือการมองเห็นตัวเอง การอ่านผู้อื่นออก และการร่วมเส้นทางกับผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นหลักการสำคัญ นั่นคือ

"การควักหัวใจออกมาวางตรงหน้า ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ แล้วชวนกันล้อมวง

สนทนาแบบเด็ก ๆ ไม่มีกั๊กและพักผ่อนกายใจทำกิจกรรมร่วมกันตามใจวง"

 

                 

จาก concept ข้างต้น ศิลาจึงขอแลกเปลี่ยนจากประสบการณ์การสัมผัสรู้ในวงที่เคยทำมา

    

     

  

  

ตามประสบการณ์ในการเป็นวิทยากร ผู้นำกระบวนกร เพื่อนช่วยเพื่อนให้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน ทำให้ค้นพบว่าการทำความเข้าใจความหลากหลายในสไตล์ของนักเรียนรู้แต่ละท่านเป็นมิติการเรียนรู้ร่วมกันที่สำคัญอย่างยิ่ง  โดยศิลาขอนำเสนอบันไดในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  4  ขั้น  ดังนี้  (ในแต่ละขั้น กำหนดกิจกรรมร่วม  คั่นจังหวะได้ตามความเหมาะสมและโอกาสค่ะ)

 

บันไดขั้นที่ 1  เปิดใจให้กัน  (Open Mind)

เราในฐานะผู้โน้มน้าวให้ทุกคนดึงจิตดึงใจออกมาอยู่กับปัจจุบัน  สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตามใจ” ผู้เรียนรู้  

 นอกเหนือจากเป้าหมายของวงสนทนาที่จะให้แต่ละท่านมแลกเปลี่ยนในประเด็นที่เราต้องการ  เราก็ควรให้แต่ละท่านแสดงเจตจำนงค์ที่จะสร้างกติการ่วมกัน  ได้แก่  ไต่ถามเป็นรายบุคคลว่าอยากให้มีกติกาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อะไรบ้าง  กิจกรรมที่มาคั่นจังหวะให้ผ่อนคลายควรเป็นอย่างไร  ความคาดหวังของการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ 

 

          กำหนดกติการ่วมกัน   สร้างสรรค์กิจกรรมสั้น ๆ ด้วยกัน 

                        สร้างปิรามิดความคาดหวังของวง 

                                      แล้วร่วมกัน 

               กำหนดบันไดที่เราจะก้าวไปสู่ความคาดหวัง 

 

สรุปแผนกิจกรรมที่ร่วมกันเขียนแล้วนำมาปรับให้กลมกลืนกับ Agenda เดิมที่เราเคยแจกไว้แล้วการสอดประสานระหว่างกรอบเดิมกับแผนใหม่ ทำให้ทุกคนร่วมเป็นเจ้าของในเวทีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

            (สร้าง Sense of OwnershipandParticipation)

 

บันไดขั้นที่ 2  รู้จักฉันและเธอ

เราอาจผ่านการรู้จักกันเพราะคำแนะนำตัว คำบอกเล่า คำบอกต่อ การได้เห็น ได้สัมผัส แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับการมาร่วมกัน “Capture  (จับ)”  วิธีคิด  การสื่อสารทางอารมณ์ และการลงมือกระทำตามสัญชาตญาณ  สิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมสไตล์การเล่าเรื่องหรืออธิบายเกี่ยวกับตัวเองของแต่ละท่านจึงไม่เหมือนกัน

 

จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนรู้แต่ละท่าน  ทำให้เห็นชัดเจนว่าสไตล์ของนักเรียนรู้เป็นอย่างไรกันบ้าง (วัตถุประสงค์ของการอธิบายศูนย์ต่อไปนี้เพื่อประโยชน์ในการสังเกตและทำความเข้าใจนักเรียนรู้และกระตุ้นหรือดึงศักยภาพของแต่ละท่านออกมาให้ปรากฎ)

หากให้นักเรียนรู้ที่เป็นศูนย์ใจเล่าเรื่องผ่านงานศิลปะ จะอธิบายความเป็นตัวตนออกมาได้ดี  โดยสะท้อนวิธีทำงานเชื่อมโยงกับภาพสัญลักษณ์ใด ๆ ที่ตนกำหนดขึ้นมา  และเขาก็มักจะเล่าเรื่องโดยใช้ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ ในบทบาทหน้าที่ที่เขามีอยู่กับผู้คนที่เขาอยู่ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นฐานะอาชีพอะไร  สิ่งที่เรามักจะได้ยินคือการที่เขาทำอะไรเพื่อใคร การช่วยเหลือ ส่งเสริมเกื้อกูล การพึ่งพาอาศัยระหว่างชุมชนรอบตัว

 

 

 

หากให้นักเรียนรู้ที่เป็นศูนย์หัวเล่าเรื่อง  เขาก็มักจะเล่าผ่าน Model  ศาสตร์ ทฤษฏีหรือองค์ความรู้ใด ๆ ที่จะทำให้เขามั่นใจว่าเขารู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี และเล่าเรื่องอย่างเป็นระบบ ตรระกะ เหตุผล การเล่าเรื่องของนักเรียนรู้ศูนย์นี้ จะต้องเปิดโอกาสให้เขาได้เตรียมตัวล่วงหน้าพอสมควร แล้วเขาจะเล่าเรื่องอย่างเป็นขั้นตอนมีการอ้างอิงที่มาความรู้  การบูรณาการความรู้ และการใช้องค์ความรู้เพื่อแปลงรูปเป็นการลงมือปฏิบัติ

 

หากให้นักเรียนรู้ที่เป็นศูนย์ท้องเล่าเรื่อง เขาก็จะสามารถถ่ายทอดวิธีทำงานของตนเองผ่านกิจกรรมที่เขาได้ทำลงไป  การเล่าเรื่องของนักเรียนรู้ที่เป็นศูนย์ท้องมักจะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพจากการปฏิบัติ แรงผลักดันที่ทำให้เขาเกิดความพยายามมุมานะทำงานนั้น ๆ จนสำเร็จ สิ่งที่เรามักจะได้ยินคือ "การปิ๊งและการลงมือทำ" เขาจะเล่าเรื่องให้เราเห็นภาพชัด ๆ เป็นฉาก ๆ

 

ดังนั้น บันไดที่จะให้เขา “รู้จักฉันและเธอ”  ควรที่จะ “สร้างบรรยากาศการเจริญสติ”  (ควรใช้ความเงียบ ไม่ต้องเปิดเพลงบรรเลง)ให้แต่ละท่านได้อยู่ในโลกภายในของตัวเองแล้วถ่ายทอดคำอธิบายเกี่ยวกับ “ตัวตน” ของตัวเองผ่านวิธีที่ตนเองถนัด  โดยให้เครื่องมือแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ    ดินสอสีประเภทต่าง ๆ แล้วให้เขาขีดเขียนระบายอะไรก็ได้เพื่อนำมาอธิบายความเป็นตัวเอง

 

สิ่งที่แต่ละท่านแสดงออกมาจะทำให้เราเข้าต่างเข้าใจโลกทัศน์ของนักเรียนรู้ว่าเขาอธิบายตัวตนจากการใช้กระบวนการคิดเชิงตรรกะ  หรือจากการใช้อารมณ์ความรู้สึก หรือจากการลงมือปฏิบัติโดยใช้สัญชาตญาณ

 

การเข้าใจและเข้าถึงว่านักเรียนรู้ “ใช้ศูนย์ใจ  หัว หรือท้อง” จะทำให้แต่ละท่านยอมรับในตัวตนของกันและกัน  และดึงความเป็นตัวเองออกมาด้วยความเป็นอิสระและภาคภูมิใจในตัวเอง  รวมถึงการเคารพในการแสดงออกของผู้อื่น 

                               (สร้าง Shared Worldview)

 

บันไดขั้นที่ 3  Dialogue

จุดประเด็นร่วมที่จะให้นักเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กระบวนการคิด  การใช้อารมณ์ความรู้สึก และการลงมือปฏิบัติ... โดยควรที่จะเป็นหัวข้อที่ฟังแล้ว นักเรียนรู้อยากร่วมวงแลกเปลี่ยน  เช่น หัวข้อ  “การทำงานให้ได้ผล  คนมีความสุข”  (ยืมหัวข้อคุณเอก)  “การจัดการภายในและภายนอกตัวเอง”  แต่ละหัวข้อควรทำความเข้าใจโจทย์ร่วมกันในระดับหนึ่ง ก่อนเปิดอิสระให้แต่ละท่านอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งที่เขาอธิบายตามความเข้าใจก็คือสไตล์ตัวตนของเขาเอง

 

ก่อนนำเข้าสู่หัวข้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คงหนีไม่พ้นที่จะเปิดเพลงบรรเลงกล่อมจิตใจให้สงบ เพลงที่เลือกควรจะต้องเป็นเพลงที่ไม่กระทบอารมณ์ให้ฟูฟ่องจนหัวใจกระโดดโลดเต้นมากเกินไป  แต่เป็นเพลงที่ทำให้เรามองเห็นภายใน (ควรทดลองเปิดเพลงกับตัว FA เองและคนอื่นก่อน แล้วอธิบายอารมณ์ที่เกิดขึ้น)…คนฟังควรมีศูนย์ที่แตกต่างกันด้วย ระหว่างศูนย์ใจ หัวและท้อง

 

ก่อนเริ่มเปิดเพลง  FA ควรแนะนำให้นักเรียนรู้หายใจให้ยาวลึกจนถึงท้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำสมาธิให้จิตว่างและนิ่ง  หากว่าหายใจให้ยาวลึกถึงท้องไม่ได้ ก็ให้สังเกตว่าลมหายใจอยู่บริเวณใด และสิ่งใดที่เรากำลังครุ่นคิดหรือจิตหมกมุ่นอยู่ในขณะนั้น ... การสังเกตตัวเองและการอยู่กับตัวเองโดยแท้จริงจะดึงให้นักเรียนรู้อยู่กับปัจจุบันร่วมกัน...แม้ตัวอยู่ ใจไม่อยู่ ก็ให้สังเกตเอาไว้...นั่นแหละ สิ่งที่ครอบงำตัวเรา...

 

ขณะที่ทำ Dialogue  FA จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเปิดประเด็น ดึงนักเรียนรู้ออกมาให้แสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกและการปฏิบัติของตนเองการเปิด  การจับ  การโยน (ประเด็น) ในวงเสมือนการเล่นฟุตบอล ที่มี Goal เป็นเป้าหมาย  สุดท้ายก็คือการสรุปประเด็นร่วมกันในแต่ละวงอย่างเชื่อมโยง เป็นการช่วยกันวิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นร่วมกัน

                                 (Shared Knowledge & Experiences)            

                     

             รอยต่อ (Transition) :  Dialogue  ไปสู่  Storytelling

 

 

บันไดขั้นที่ 4  การเล่าเรื่อง (Storytelling)

การทำ Dialogue ที่ต้องแยกวงให้เล็กลงเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น ควรที่จะไม่ลืมนำกลุ่มย่อย ๆ กลับมารวมตัวกันเพื่อเล่าเรื่องความประทับใจในวงตนเองให้กลุ่มใหญ่ได้รับฟัง รับรู้ แลกเปลี่ยนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง   

ในวงใหญ่นี้  สิ่งที่นักเรียนรู้นำมาเล่าเรื่องอาจจะเป็นประเด็นที่ผ่านการ Dialogue ในวงย่อยแล้วเกิดการตกผลึกทางความคิดและอยากเล่าให้วงใหญ่ฟังการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงใหญ่ให้แต่ละท่านได้เล่าเรื่องจะเป็นกระบวนการที่สำคัญที่เราอาจจะเห็นการปรับเปลี่ยน การพัฒนาจิตของนักเรียนรู้ที่มองเห็นภาพรวมจากการได้เข้าวง Dialogue มาแล้ว เกิด “ปิ๊งแว่บ” อะไรขึ้นมาและบูรณาการให้เราฟัง

 

การไต่ถามด้วยความชื่นชม หลังผ่านการเล่าเรื่องของแต่ละท่านไปแล้วนั้น เป็นการฝึกฝนมุทิตาจิตไปด้วย และทำให้ผู้เล่าเรื่องภาคภูมิใจที่จะขุดประเด็นลึก ๆ ภายในของตนออกมาเล่า 

 

FA ควรทำหน้าที่ในการตั้งคำถามด้วยความชื่นชมแก่ผู้เล่าเรื่อง ขณะเดียวกันก็คุมประเด็นไม่ให้ฟุ้งกระจายมากเกินไป  หากประเด็นไหนน่าสนใจ ต้องการขยายผลแต่เวลาไม่เพียงพอ ก็อาจจะไปทำ KM นอกเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ได้  ซึ่งจะทำให้ถอดความรู้ได้เหมือนกัน  ส่วนในเวทีแลกเปลี่ยนนั้น นักเรียนรู้ก็ย่อมจะต้องได้วิธีการจัดวงสนทนาแบบ Dialogue และวิธีการเล่าเรื่อง Storytelling รวมถึงการตั้งคำถามด้วยความชื่นชมกลับบ้านไป

                           (Integration Management)

                  -------------------------------------------

               

มาถึงตรงนี้  ขอให้ยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าแบบจำลองใด หรือศาสตร์ใดที่อาจจะถูกสร้างขึ้นมา ล้วนเกิดขึ้นจากการผ่านการลงมือปฏิบัติจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง  และก็ใช่ว่าเครื่องมือหนึ่งจะใช้ได้กับทุกเวที

 

สารัตถะคือว่าเราต้องเป็นฝ่ายจับปูใส่กระด้ง  เข้าใจธรรมชาติปู เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกัน  ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ  ลองไปเรื่อย ๆ ไม่มีผิดไม่มีถูก  ทำงานแบบทำไปเล่นไป จึงจะได้ความงามของศิลปะแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน 

 

การทำงานกับคน ใช้ “ใจนำ” ใช้ “มือคลำ” และ ใช้ “หัวจับ” สรรพสิ่งที่เกิดขึ้น

 

       ข้อความสั้น ๆ อธิบายสิ่งที่ได้จากการร่วมวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้

                      

    

เปิดเพลงประกอบ "ดอกไม้" ของคุณศุ บุญเลี้ยง สื่อให้เห็นว่า Dialogue  ใช้ดอกอะไรก็ได้ ขอเพียงให้ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนมีความสุขและพึงพอใจ ดึงหัวใจเด็ก อย่างที่คุณเอกบอก  ออกมาให้ปรากฎแล้ว  จึงจะเกิดสายธารแห่งความรู้หลั่งไหลมาเอง เหมือนสายฝนอันชื่นใจ  จากนั้น FA จึงถอดความรู้สังเคราะห์จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังค่ะ

                                                    ดอกอะไร  Dialogue

                ภาพถ่ายดอกไม้นี้ ถ่ายที่บ้านริมน้ำป่าสักของพี่นุช (คณนายดอกเตอร์) ค่ะ