มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ

4.jpg

    เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2552  ที่โรงแรมดุสิตธานี เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ  ประจำปี 2552 ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ทั้ง 9 แห่ง ในการประชุมเสนอผลงานวิชาการประจำปี 2552 ของ สกอ.   โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานและบรรยายพิเศษเรื่อง การวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ  ตอนหนึ่ง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษ เพราะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นทศวรรษที่ 2 ของการปฏิรูปการศึกษา และเป็นปีคุณภาพอุดมศึกษาไทย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในแวดวงอุดมศึกษาที่จะต้องเร่งรัดพัฒนา คุณภาพการเรียนการสอน เพราะจากผลการประเมินรอบ 2 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการ ศึกษา (สมศ.) พบว่ามีถึง 50 สาขาวิชาที่ยังไม่ได้มาตรฐาน และขณะนี้มีมหาวิทยาลัยไทยเพียง 7 แห่งเท่านั้นที่ติดอันดับ 1 ใน 500 ของโลก จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกคนต้องทำการบ้านและแก้ไขปัญหาร่วมกันว่าจะทำให้ทุกสาขาวิชามีมาตรฐานได้อย่างไร รวมทั้งจะเพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับมากขึ้น และขยับอันดับให้ดีขึ้นได้อย่างไร   ทั้งนี้จากการที่คณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเห็นชอบให้ประกาศมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง ที่มีคุณสมบัติครบตามที่คณะกรรมการกำหนดยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติในปี 2553  ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดลำดับไม่ต่ำกว่า 1 ใน 500 ที่มีการประกาศมหาวิทยาลัยของโลก ประการที่สอง ถ้าไม่ติด 1 ใน 500 จะต้องเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 3  ประการ คือ 1) มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติโดยภาพรวม (Scopus) ไม่ต่ำกว่า 500 เรื่องใน 5 ปีล่าสุด 2) ผลงานวิจัยต้องมีความโดดเด่นอย่างน้อย 2 ใน 5 สาขาวิชาหลัก 3) จะต้องมีอาจารย์ที่จบปริญญาเอกไม่ต่ำกว่า 40% ของอาจารย์ทั้งหมดในมหาวิทยาลัย 

     รมว. ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยวิจัยฯ ที่ประกาศเป็นปีแรกนั้น ไม่ใช่เป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีศักยภาพที่สามารถจะทำงานวิจัยระดับชาติ และมีผลงานระดับโลกได้  ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี  มหาวิทยาลัยสุรนารี  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  โดยหลังจากนี้แต่ละมหาวิทยาลัยจะต้องจัดทำแผนงาน เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการวิจัยต่อไป โดยจะต้องเป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งอย่างน้อยจะต้องได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ขณะเดียวกันต้องเป็นงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการพัฒนาอุตสากรรม การเกษตร สังคม และการแพทย์ เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น  โดยได้จัดงบประมาณสนับสนุนให้จำนวน 9,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3  ปี (2553-2555) และจะมีการประเมินผลทุก 6 เดือน และเมื่อครบ 1 ปีแล้ว หากมีการประเมินผลพบว่ามหาวิทยาลัยใดไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็จะต้องมีการถอดออกจากความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 

    สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 9 มหาวิทยาลัยดังกล่าว สามารถที่จะปรับทิศทางผลงานการวิจัยของตนเองจนเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการประกาศเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ  หรือสามารถติด 500 อันดับโลกในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ก็จะได้รับการประกาศเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติในปีต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นในแต่ละปีมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้   นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เตรียมงบประมาณเพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยรัฐอีก 69 แห่งที่เหลือ เพื่อทำวิจัยด้วย รวม 3 ปี เตรียมงบประมาณไว้จำนวน 3,000 ล้านบาท โดยงานวิจัยที่จะสนับสนุนนั้น เน้นงานวิจัยที่นำมาใช้ได้จริงและเป็นงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ชุมชน ท้องถิ่น งานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและ SMEs หรือรัฐวิสาหกิจขนาดย่อย  เพื่อร่วมผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาไทยมีคุณภาพอย่างแท้จริง และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ต่อไป