ควรแบ่งปันความตระหนี่ ให้กับความตระหนื่

 

ธรรมชาติของบุญ

บุคคลที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งมรรค ผล นิพพานได้นั้น  สิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึง คือ การสร้างบารมี  และ บารมีนั้นเกิดจากบุญ

บุญคืออะไร

บุญคืออะไร ?  บุญคือเครื่องกำจัด  เครื่องชำระบาปอกุศล หรือธรรมะภาคดำ  ภาคกลางๆ ให้หมดไปจากจิตใจ     จิตใจที่เป็นบุญกุศลนั้นจึงใส สะอาด บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งสว่าง   ตรงกับพระบาลีว่า ธมโม ปทีโป   จริงอยู่พูดในฐานะนักปริยัตินั้น เขาก็ว่า ธรรมะนั้นหรือปัญญานั้นเปรียบอุปมาดังแสงสว่าง   แต่จริงๆแล้ว จิตใจของผู้ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ คือทั้งใสทั้งสะอาดทั้งบริสุทธิ์แล้วนั้น สว่างจริงๆ ด้วย   ถ้าปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกายแล้วก็เห็น  ถ้าถึงจุดที่ควรเห็นแล้วก็เห็น   ถ้าถึงธรรมกายแล้วเป็นอันเห็นเลย   และธรรมชาตินี้ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิมของท่านนั้นเอง เห็นเป็นลักษณะดวงกลมใสสว่าง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติได้ถึงธรรมกายหรือก่อนจะถึงธรรมกาย   ดวงปฐมมรรคก็จะเห็นเป็นดวงกลม  

ทำไมถึงเห็นเป็นดวงกลม

บางท่านอาจจะสงสัย ทำไมถึงเห็นเป็นดวงกลม  ไม่เป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยม   ธรรมชาติใดที่เป็นเองนั้น โดยไม่มีมนุษย์ปรุงแต่ง  ให้สังเกตดู  จะมีลักษณะกลม  เพราะเป็นจากธาตุละเอียดที่เล็กที่สุด ที่เรียกว่า “อณู” “ปรมาณู” นั่นแหละ   เมื่อขยายจากจุดเล็กที่สุดในมิติเท่ากันโดยรอบก็ย่อมกลม   เป็นธรรมชาติที่กลม และใสสะอาดบริสุทธิ์   แปลว่าธรรมชาติเครื่องชำระจิตใจให้ใสบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลส   อยู่ที่ไหน อยู่ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิม กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของแต่ละกาย   ที่จิตใจใสสะอาด และนี้เองเฉพาะที่เป็นบุญเป็นบุญกุศล   สำหรับความเป็นมนุษย์ จึงเรียกว่า “มนุษยธรรม” 

ประเภทของบุญ

บุญนี้มีอะไรบ้าง กล่าวโดยย่อมี ๓ อย่าง คือ ทานกุศล บุญเกิดจากการบริจาคทานอย่างหนึ่ง   ศีลกุศล บุญจากการรักษาศีลอย่างหนึ่ง   ภาวนากุศล บุญจากการพัฒนาจิตใจโดยการทำสมาธิ ให้จิตใจนั้นปลอดจากกิเลสนิวรณ์   แล้วก็เจริญปัญญาเพื่อกำจัดความไม่รู้  เรียกว่า การเจริญภาวนา   กล่าวโดยย่อว่า ทาน ศีล ภาวนา

จากบุญ เป็นบารมี

แต่ถ้ากล่าวโดยละเอียดแล้ว  คุณความดีทั้งหลายที่เราทำแล้วนั้นชื่อว่า “บุญ” เป็นเครื่องกำจัดบาปอกุศล ยกตัวอย่างเช่น  ทาน การให้ การบริจาค ท่านบริจาคทรัพย์สิน  ความสุขส่วนตัวสละเวลาเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น หรือเพื่อสาธารณประโยชน์  ก็เป็นธรรมชาติเครื่องกำจัดความตระหนี่เหนียวแน่น  ความเห็นแก่ตัวแก่ตน เห็นแก่พวกพ้อง  ญาติมิตรหมู่เหล่า นี่แหละที่ว่า “บุญ” เป็นธรรมชาติเครื่องกำจัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองจากจิตใจของเรา  เพราะฉะนั้นทานกุศลจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง

บุญนั้นเมื่อแก่กล้าเข้าก็จะกลั่นตัวเองเป็น “บารมี”  ตั้งอยู่ตรงกลางศูนย์กลางกายเรานั้น   บุญกุศล ที่ทำให้ดวงบุญซึ่งตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางธาตุธรรมเดิมโตขึ้น ๑ คืบ จะกลั่นเป็น บารมี ได้ ๑ องคุลีมือ ใสละเอียดยิ่งกว่าบุญ    ความดีที่แก่กล้าระดับบารมี ค่อยๆ โตขึ้น  จนโต ๑ คืบเจ้าของจะกลั่นตัวเองเป็น “อุปบารมี” ได้ ๑ องคุลีมือ   แล้วก็อุปบารมีนั้นเอง แก่กล้าหนักเข้าก็จะกลั่นตัวเองเป็น “ปรมัตถบารมี” ได้ ๑ องคุลีมือ   ปรมัตถบารมีของท่านผู้ใดเต็มส่วน ๑ คืบ และเกื้อหนุนให้บารมีอื่นๆ อีก ๙ ข้อ รวมเป็น ๑๐ ข้อคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ทั้ง ๑๐ ข้อนี้เป็นปรมัตถบารมี   ปรมัตถบารมีเต็มส่วนได้ ๑ คืบของผู้เป็นเจ้าของ ผู้นั้นมีสิทธิ์ มีโอกาส มีพลังพอที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพานได้   รวมเรียกว่า บารมี ๓๐ ทัศ

เพราะฉะนั้น  ทานบารมี จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายไม่ควรละเลย   ทานบารมีนั้นหมายถึงการให้ การบริจาค การเสียสละทรัพย์สิน สิ่งของส่วนตัวเอง สละเวลา สละความสุข สละวิทยาการ ความรู้ความสามารถ สติปัญญาของเราเอง เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น   สูงขึ้นไปอีกถึงให้ธรรมเป็นทาน ที่พูดมารวมประมวลเป็น “อามิสทาน” คือทานมีลักษณะเป็นวัตถุสิ่งของ แต่ช่วงต่อการเริ่มเสียสละวิทยาการความรู้เริ่มเป็นธรรมทานแล้วและ “ธรรมทาน” ที่แน่ที่สุดคือ สั่งสอนผู้อื่นด้วยพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ดีแล้ว  ชักนำผู้อื่นให้เข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรม  และเมื่อมากเข้าๆ   การปฏิบัติตน ชำระกิเลสของตนให้หมดไปจากจิตตสันดาน  ก็เป็นธรรมทาน คือเราเสียสละธรรมะภาคดำ ภาคกลางๆ ให้หมดไปจากจิตตสันดานของเรา  นี่ก็เป็นธรรมทานเหมือนกัน สูงยิ่งไปกว่าเดิมอีก  และปฏิบัติตนดำรงตนอยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือรองลงมาในฐานะของผู้ที่กำลังขจัดขัดเกลากิเลสออกจากจิตสันดาน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามรอยบาทพระพุทธองค์ ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น  อันนี้ก็เป็นธรรมทานที่เลิศยิ่งไปกว่า

ไม่หยุดไม่ถึงธรรม

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า ทานกุศลเพียงข้อเดียวนั้นมีความหมายกว้าง ตั้งแต่เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อสละความเห็นแก่ตัว สละความโลภ ความยึดมั่นถือมั่นอยู่  ที่จริงๆ แล้วไม่จีรังยั่งยืน ไม่เป็นสารประโยชน์ 

การสละทรัพย์เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น  สละให้ลูกหลาน คนใกล้ชิดของเรา ก็เป็นทานเหมือนกัน ก็ได้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง   แต่สละให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ลูกหลานของเราโดยตรง  ให้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนา ให้มีลักษณะกลมกลืน เป็นทั้งอามิสทานและธรรมทาน ยิ่งมีอานิสงส์มาก  เพราะสละความเห็นแก่ตัว  ความเห็นแก่ตัวนี้ไม่ใช่เฉพาะตัว  เห็นแก่บุตร ภรรยา ครอบครัว สามี ลูกหลาน  ก็เป็นความเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังดีกว่าผู้ที่มีทรัพย์แล้วยังไม่ให้แม้แต่ลูกหลาน  จนตัวตาย ตัวก็ไม่ได้ประโยชน์   ลูกหลานก็ยุ่ง

ไปจนถึงผู้ที่สละอย่างเป็นระบบ   จนสุดท้ายสละเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะซึ่งเป็นทานเบื้องสูง การให้ทานเป็นของเยี่ยมขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่อามิสทาน สูงขึ้นไปเป็นธรรมทาน และทานนี้เองเมื่อแก่กล้ามากเข้า จะกล้าเสียสละตั้งแต่ครอบครัว   ห่างจากครอบครัวไปปฏิบัติธรรม  แม้ท่านทั้งหลายมาทำกิจอันสูงสุดของท่าน ณ บัดนี้ ชั่วคราว ก็แปลว่าเราเสียสละครอบครัวซึ่งจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้   แต่ถ้าท่านยังมีจิตใจห่วงกังวลผูกยึดอยู่  ท่านยังสละไม่หมด   จิตใจท่านก็ยังมีจิตใจฝ่ายบาปอกุศล คือ “อุปาทาน” ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติอยู่   แต่ก็ยังดีที่ได้มาปฏิบัติธรรม   แต่ถ้าใครมาแล้ว ใจเสียสละ ๒-๓-๔ ชั่วโมงนี้ หรือแม้ชั่วนั่งธรรมะครึ่งชั่วโมงนี้  ให้ความวิตกห่วงใยทั้งหลายขาดจากใจ นี่เป็นธรรมทานอันเยี่ยมปรากฏในจิตใจของท่าน  สะอาดหมดจดจนถึงขั้นตัดภพตัดชาติให้สั้นเข้า ถึงนิพพานเร็ว ใจหยุดเร็ว  ถ้าวางไม่หมด ไม่หยุด ไม่ถึงธรรม

การถึงธรรมด้วยการอ่าน การจำ นั่นเป็น “สัญญา”   แต่ถ้าถึงธรรมด้วยใจหยุดใจนิ่ง “ถึงด้วยใจ” และถ้าหยุดในหยุด กลางของหยุดต่อไป ถึงนิพพานได้ถึงธรรมกายแล้วละเอียดๆ เข้าไป หยุดนิ่งถึงนิพพานได้ ทานกุศลดีอย่างนี้ 

ทานกุศลนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีอานิสงส์ติดตามให้ผลแก่ท่านไปทุกภพทุกชาติ ไม่สูญเปล่า  แต่ถ้าทรัพย์สมบัติถูกเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์แก่สาธารณะเป็นบุญกุศล  ทับทวีขึ้นเป็นบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมีแก่กล้า   เราจะกล้าเสียสละต่อไปไม่ได้ ถึงเสียสละอวัยวะ เลือดเนื้อ แม้ชีวิตก็สละได้ และการสละเลือดเนื้อ บุตร ภรรยา ข้าทาสได้นั้น คือ ปรมัตถบารมี นี่เป็นแค่ทานบารมี เมื่อบารมีทั้งหลาย ทั้ง ๑๐ ข้อ เต็มส่วนถึงปรมัตถบารมีนั้นแล้ว ผู้หวังเพียงปกติสาวกก็มีสิทธิ์ที่จะบรรลุอรหัตผลนั้นได้   แต่ผู้ที่ปรารถนาสูงกว่านั้น บารมีก็ต้องทำมากกว่านั้น

ทำบุญอย่างผู้มีปัญญา

เพราะฉะนั้น ทานกุศลเป็นเรื่องดีและเป็นพื้นฐานให้ท่านรักษาศีลได้สะดวก เพราะติดตามให้ท่านไม่เดือดร้อน ท่านสามารถจะรักษาศีลได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลมาก   จะสังเกตว่าผู้ที่มานั่งธรรมะไม่ได้นั้น  ปัจจัยหนึ่งนั้น คือชีวิตประจำวันนั้นต้องร้อนรุ่ม   ต้องคิดต้องทำแต่การทำมาหาเลี้ยงชีพ   ถ้าพอฐานะปานกลางก็มาได้ ฐานะน้อยหน่อยแต่ภาระน้อยก็มาได้  แต่ถ้ามันเดือดร้อนไปทั่วแล้วมาไม่ได้   มารักษาศีลเจริญภาวนาทำความดี มาไม่ได้ทั้งๆ ที่ใจอยากทำ   และแม้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ไปแล้ว  ถ้าท่านทำทานบารมีมาดีก็จะส่งผลเป็นปัจจัยสี่ให้ท่านมีใช้พอเหมาะแก่อัตตภาพ ให้ท่านปฏิบัติไปถึงมรรค ผล นิพพานได้สะดวก  

แต่ถ้าท่านมีจิตศรัทธาที่จะสร้างบารมีไปสูงกว่านั้น เช่น เป็นอสีติมหาสาวก อัครสาวก พุทธอุปฐาก พุทธบิดา พุทธมารดา เป็นต้น หรือสูงขึ้นไปเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ทานบารมีของท่านที่ทำไว้ด้วยดีแล้วนั้นจะติดตามให้ผลให้ท่านสามารถสร้างบำเพ็ญบารมีให้สูงยิ่งๆขึ้นไป กว้างไกลออกไปตามฐานะของท่านได้ทุกภพทุกชาติ

ทานบารมีนี้จึงเป็นเครื่องรองรับเราให้ปฏิบัติความดีได้ถึงที่สุด  เพราะฉะนั้น ควรพิจารณาว่า จะทำทานอะไร ที่ไหน อย่างไร กับใครตามฐานะ ตามกำลังของเรา จึงจะได้ผลดีที่สุด   ถ้าเรามีทรัพย์น้อย ก็เหมือนกับมีพืชพันธุ์น้อยที่จะเพาะปลูก ก็ต้องเลือกดินให้เหมาะสมที่สุด   ถ้าจะปลูกตรงไหนก็ได้ ก็อาจได้ผลน้อย ไม่พอจับจ่ายใช้สอย   แต่ถ้าเลือกดินดี  แม้เรามีพันธุ์น้อยมีทุนน้อย  มันก็พอใช้ได้หรือดีขึ้นให้เราเพียงพอ บางคนอาจจะถือว่าการเลือกบุคคลและสถานที่ทำบุญ แปลว่ายังมีกิเลส   แต่อาตมาว่านั่นแสดงว่า “มีปัญญา” เพราะทั้งสิ้นทั้งปวงแล้ว “ต้องมีปัญญา”   หากมีปัญญาแล้วแม้เราไม่มีเงินสักบาทเดียวก็ทำทานกุศลได้ คือชักจูงคนที่เขาไม่มีจิตใจในทานกุศล ศีลกุศล   ให้เขามาศรัทธาโดยสัมมาทิฏฐิ เราก็ได้บุญ   และเมื่อเขามาทำบุญ  เราอนุโมทนากับเขา เราก็ได้บุญ   ใจเราก็สะอาดตามคนอื่นไปด้วย คนที่เห็นความดีว่าเป็นความดี ก็คือ “คนดี”   นี่แหละคือผลหรืออานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ   บางคนขอทำคนเดียว ก็เจริญคนเดียว   บางคนทำบุญแล้วให้คนอื่นรู้ด้วย ผู้อื่นจะได้อนุโมทนาด้วย ผู้นั้นจะได้บริวารสมบัติด้วยเป็นธรรมดา  “บุญก็ต่อบุญ ใจก็ต่อใจ”

บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้เป็นนิจ