ผมให้นักศึกษาที่เรียนวิชาเครือข่ายการเรียนรู้ในงานพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ไปค้นหาข้อมูลประวัติผู้นำชุมชนมาส่งเก็บคะเเนน เห็นเป็นประโยชน์จึงนำมาฝากไว้เป็นเเหล่งเรียนรู้ครับ....อ.กู้เกียรติ
ผู้ใหญ่วิบูลย์เข็มเฉลิม ผู้นำวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตน เล่าเรื่องราวชีวิตสู่กันฟัง ผมเกิดที่อำเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๖๗ ปี พ่อแม่เป็นชาวนา ภรรยาชื่อ สมบูรณ์ มีบุตร ๓ คนการศึกษาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ผมเข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง เรียนตามมี ตามเกิดพยายามเรียน จนจบ ม.๖ เริ่มต้นชีวิตในช่วงปี ๐๔ สนใจเรื่องความร่ำรวย คิดอยากรวยเรื่อยมาจนถึงปี ๒๔ ก็จบ และคือ เหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคน มีหนี้สินล้นพ้นตัวจากที่ดินที่สะสมมา ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ ต้องนำไปขาย ใช้หนี้ จนเหลือที่ดิน ประมาณ ๑๐ ไร่กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเรียนรู้ วิถีแบบใหม่ ทำให้ได้เข้าใจอะไร บางอย่างที่ขาดหาย ที่สูญเสียไป และทำใหม่ให้มันกลับคืนมา ผมเปลี่ยน มาเรียนรู้ว่าทำอย่างไร จะรู้จักตัวเอง มากขึ้น รู้ว่าตัวเอง มีศักยภาพแค่ไหน ที่อยากรวยหรือศักยภาพแค่นี้ ทำได้พอไม่อดตายก็เก่งแล้ว ถ้ามีศักยภาพ จริงและรู้จักตัวเองจริง ผมก็ยอมรับว่า การจะทำให้รวยนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
จากที่ดินเกือบ ๑๐ ไร่ และเมื่อ ๒ปีที่แล้วมีชาวบ้านมาขายเพิ่มให้อีก ๔ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินติดกันก็เห็นความจำเป็นว่า ควรซื้อ ทั้งที่ ผมไม่มีความคิดจะขยายที่ดินเพิ่มมาก่อนซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัว ที่ต้องการพิสูจน์ ให้เห็นจริงๆ ว่า ที่ดินเท่าที่มีอยู่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้ว เพราะหลายคนคิดว่า ที่ดินแค่ ๑๐ ไร่ น้อยเกินไปไม่พอกิน และเมื่อมีลูกหลาน ก็จำเป็นต้องกระจายที่ดินย่อยไปเรื่อยๆ ตามจำนวนลูกหลาน ที่เพิ่มขึ้น และครอบครัวที่ขยายขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ผมว่าการที่เรามีที่ดินน้อย ถึงมีลูกหลาน เพิ่มอีก หลายคนเราก็ไม่จำเป็นต้องนำที่ดินมาซอยเป็นรายย่อย ให้กลายเป็นคนละไร่สองไร่และก็ทำกินกันไม่ได้ นึกถึงคนจีน สมัยเก่าไหมว่า เขาใช้ระบบกงสี ก็คือระบบการรวมโดยไม่ได้แบ่งอะไร ให้ใครเลย ทุกคนมีสิทธิ ทำให้มันเกิด ประโยชน์ขึ้นมาและแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ผมเชื่อว่าถึงจะมีลูกเต้า หรือลูกหลาน สัก ๑๐-๒๐ คน ที่ดิน๑๐ ไร่นี้ ถ้ามีวิธีจัดการที่ดี ก็จะพอกินทั้งหมด นี่คือวิธีที่ผมคิด จึงไม่เห็นความจำเป็น ในเรื่องจะขยาย ที่ดินเพิ่ม
จากช่วง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๒๔ ๒๐ปีที่ผมทำเกษตรแบบธุรกิจ จนที่ดินหมด ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ และอีก ๒๐ปีให้หลังกับที่ดินที่เหลือประมาณ ๑๐ ไร่ ที่เราทำบนความรู้ความเข้าใจและมีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถเข้าใจทรัพยากร และจัดการเป็นก็ไม่สร้างหนี้อะไรอีก และไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะมีเงินมากน้อย หรือไม่มีเงินก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเรามีพออยู่พอกินได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแต่ถึงมีเงิน ก็ไม่เสียหายอะไร ทำให้เราได้ทำอะไรมากขึ้น สะดวกขึ้นเวลาใช้ไปก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ต้อง ไปสร้างภาระให้กลายเป็นหนี้เป็นสินขึ้นมาอีกหมดปัญหาถ้าเราจัดการเป็นเพราะปัญหาวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง ต้องมี ที่ดินมากหรือทำอะไรมากๆ เราต้องเข้าใจว่า ปัญหาสำคัญที่เกิดกับเรา และเราจัดการไม่ได้ก็คือการที่เราไปเอาชีวิต ครอบครัว ผูกพันกันระบบเกษตร ที่เรียกว่า ธุรกิจผมไม่ได้ปฏิเสธธุรกิจ
เกษตรธุรกิจเป็นระบบที่เราใช้การลงทุนด้วยเงินทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่จ้างคนซื้อไม้พันธุ์เรื่อยมา กระทั่งไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ใช้ปุ๋ย ใช้ยาเคมีแม้กระทั่งจะนำไปขาย การขนย้าย ก็ต้องใช้เงิน จ้างเขาทำทุกอย่าง แต่เวลาขายเราไม่สามารถคิดต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายตลอดรายทาง จนถึงเป็นผลผลิต ในขณะเดียวกันเราไม่สามารถ กำหนดราคาว่า ควรเป็นเท่าไร เพราะมันขึ้นอยู่กับตลาดว่าเขาจะให้เท่าไรนี่ยังไม่พูดถึง ชีวิตครอบครัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการกินอยู่หลับนอนสำหรับชีวิตประจำวัน ๓๖๕ วัน โดยเราไม่ได้ นำมาบวก ในต้นทุน การผลิต เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่เวลาขาย เราจะประสบกับการขาดทุน โดยที่เราไม่รู้ว่าขาดทุน เพราะถ้าเราไปคิดต้นทุน การผลิตเพียงแค่ปัจจัยการผลิตไม่กี่ตัว ความจริงการค้าขายที่เป็นธุรกิจไม่ใช่เรื่องการกินอยู่ของชีวิต ถ้าเราคิดเรื่องชีวิต มันจะบอกได้ว่า เกษตรทำธุรกิจ ไม่ได้ ถ้าทำเมื่อไร ก็ขาดทุน คำว่าธุรกิจในที่นี้หมายถึงธุรกิจที่มุ่งทำกำไรสูงสุด ตามกระแส ทุนนิยม ที่เป็น กระแสโลก โดยปลูกทุกอย่างเพื่อขายอย่างเดียว ทั้งที่ไม่รู้ว่า ขายไปแล้ว ตัวเองจะกินอะไร รู้แต่ว่าขอให้ได้ขาย เพราะธุรกิจ ไม่ได้มองเรื่องชีวิต เราต้องกลับมามองเรื่องเกษตรในความหมายของเกษตรที่หมายถึงชีวิต ถ้าเราเอาชีวิตไปขาย เราจะอยู่ อย่างไรเพราะเกษตรกรรมคือการดำรงชีวิต มีชีวิตที่เนื่องด้วยดิน หรือการใช้ดินการทำเกษตรนั้น เป็นได้ ในเรื่อง ของตลาดแต่มันเป็นการตลาดที่ไม่ใช่ต้องไปทำธุรกิจเพื่อแข่งขัน เพื่อที่สุดไปตายเพราะฉะนั้น เราเป็นเกษตรกร จึงจำเป็น ต้องเข้าใจชีวิต ผลผลิตหลายอย่างที่มีเกินความจำเป็น ต้องกิน ต้องใช้ ก็ขายได้ แต่เราจะขายอย่างไร หรือขายสักเท่าไรอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจของเรา ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ทุกวันนี้ชาวนาปลูกข้าวมาได้ ๑๐ ตัน ขายหมดเลย ทั้ง ๑๐ ตัน แล้วก็เอาเงินไปซื้อข้าวกินปีหนึ่ง ขาย วันเดียว แต่อีก ๓๖๔ วัน ต้องซื้อกินหมด อันนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิธี คิดระบบ การจัดการใหม่ โดยสรุปแล้วการทำธุรกิจต้องมองเรื่องชีวิตด้วย มองเรื่องค้าขายในส่วนที่เราจำเป็นต้องขายเราก็ขายด้วย แต่ถ้ามองเรื่อง ค้าขายอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องชีวิตจะอยู่ได้อย่างไรหรือจะเอาแต่เรื่องชีวิต ไม่เอาสตางค์ เลย ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะสังคมเราเปลี่ยนระบบ ความสัมพันธ์ ไปใช้เงินเป็นสื่อกลาง ในการแลก เปลี่ยน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เราจึงไม่ปฏิเสธเงิน ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะเอาแต่เงิน มองปัญหาสังคมภาคเกษตร เกษตรกรมีความสะดวกสบายขึ้น หลายคนอาจพอใจ โดยไม่ทันระวังว่า ความสะดวกหลายอย่าง ที่เราได้รับ นั้นมัน เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวันเป็นรายจ่ายที่จะสร้างปัญหา ให้ในระยะยาว ได้เช่นเดียวกัน บางทีเราเข้าใจว่ามันดีซึ่งอาจไม่จริงก็ได้ เพราะปัญหาที่ตามมา เช่น ปัญหาสังคมที่สูงขึ้น ปัญหาหนี้สินปัญหาครอบครัวหย่าร้าง ปัญหาความไม่ไว้วางใจ ปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาต่างๆทำไมมากขึ้นๆ มันมีที่มาลึกๆอย่างไร ซึ่งเรายังบอกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดปัญหา แล้วเราจะแก้ปัญหา เหล่านั้น ได้อย่างไรบางทีต้องหันกลับมาทบทวนกันบ้าง แต่ถ้าถามว่า สุขสบายไหม ก็ใช่ ผมสามารถ เดินทางไกลได้มากขึ้น ติดต่อกับโลกภายนอกได้กว้างขึ้น และถ้าถามต่อว่า ชีวิตเราดีขึ้นไหมความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ การพึ่งพาอาศัยกันมีไหม ในแง่นี้ผมว่า ทุกวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างน้อย ๒ ข้อ ๑. แต่ละคน ต่างเริ่ม ไม่มั่นใจ ตัวเองพอคิดจะพึ่งตัวเอง ก็เกิดความไม่มั่นใจ อย่างกรณี ที่ผมพูด ให้หลายคนเห็นว่าผลจากการ ที่เราเอาชีวิตเข้าไปผูกพันกับระบบธุรกิจและนำมาใส่ในภาคเกษตรจะเป็นเรื่องที่ทำให้ไปไม่รอด แต่พอมี ผู้ชี้แนวทาง ที่น่าจะเหมาะสมให้คนก็ไม่มั่นใจอีก เพราะมีความรู้สึก เหมือนไม่ได้เงิน นี่คือคนเริ่มเชื่อมั่นตัวเองน้อยลง ๒. เมื่อความเชื่อมั่นน้อยลง การพึ่งพาตัวเองก็ทำไม่ได้ ขณะเดียวกันพอคิดจะพึ่งพา คนนั้นคนนี้ ก็รู้ว่าเขาต้องการ สิ่งแลกเปลี่ยน ต้องการกำไรต้องการดอกเบี้ย นั่นคือต้องพึ่งพาธนาคารหรือนายทุน เมื่อการพึ่งพากัน ลำบากขึ้นเราจะอยู่อย่างไร นั่นคือปัญหา ที่สำคัญ ของสังคม เพราะขนาดคน ที่มีความรู้ความสามารถ ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็พึ่งพากัน ไม่ได้ด้วย แม้แต่วัดคนจะเข้าไปพึ่งวัด พระที่อยู่ในวัด ก็ไม่มั่นใจ คนที่จะมาขอพึ่งพาไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะมา ขนอะไร ของวัดไปบ้าง นี่คือสิ่งที่เราเห็น และในที่สุดทุกคนต่างก็ไม่ไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน ผมคิดว่ามาจากต้นเหตุคือระบบการศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีมากเกินไป จนเรียกว่าไม่เห็น ความสำคัญ ของคนได้ทำลาย ความเชื่อมั่น ของผู้คนให้หายไป โดยหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี ที่ต้องซื้อหาหมดเลย และที่ผ่านมา เราเน้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษา เน้นให้เรียนจบ พอเรียนจบก็ถือว่าหมดภาระ ของการศึกษาแล้ว ซึ่งการคิดแบบนั้น แน่นอนจะทำให้คนไม่พัฒนาศักยภาพ ในการทำอะไร ได้จริง ปัญหาที่ผมมองวันนี้ การศึกษาทำลายคนไปแล้ว ๓ ข้อ ๑. ทำลายความรู้ที่จะรู้จักตัวเอง เพราะการศึกษา ทำให้คนไม่รู้จักตัวเอง เพราะฉะนั้นคุณค่าของต้นไม้ไม่ต้องพูดถึง มองทรัพยากรใกล้ตัวเป็นวัชพืชหมดจริงๆ แล้วพืชทุกตัว มีคุณค่า ในตัวของมันเอง ที่มาของวนเกษตรขุมทองแห่งการเรียนรู้ วนเกษตรเกิดขึ้นจากปัญหาโดยปัญหาได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ เรื่องชีวิต วนเกษตรเกิดขึ้น ตอนที่ผมเดือดร้อนสุดๆ คือไม่มีกินไม่มีใช้ ประการสำคัญคือไม่มีเงินซื้อทุกอย่าง ที่อยากกิน หรือจำเป็นต้องกิน เพราะความหิวโหยก็ตามทำให้ต้องหันกลับมาคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะให้ชีวิต อยู่ต่อไปได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องปลูกกิน การเริ่มปลูกอะไรกินเอง พอทำมาได้สักพัก ก็เริ่มมีกิน แม้ไม่มีเงินแต่มีกินมากขึ้น จากการที่เราปลูก มากขึ้น ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่องเงิน ก็เลยมาคิดต่อว่า วันนี้เราทำงานหนัก ขนาดนี้อายุเท่านี้ ทำไหวไหม ถ้าไหว และถ้าต้องทำต่อไป ตลอดชีวิต อายุก็มากขึ้น จะไหวไหมนี่คือคำถามที่ตามมา เราจะรู้ว่าเมื่ออายุ ๖๐,๗๐,๘๐ ปี และยังไม่ตาย เราจะทำงานหนักได้แค่ไหน ถ้าทำไม่ไหว และไม่มีกิน เกิดลูกเต้า ไม่เลี้ยงดู เดือดร้อนแน่ เราจะทำอย่างไรต่อ เป็นคำถาม ที่ต้องหัน กลับมาทบทวน ถ้าลูกเต้าไม่เลี้ยง โดยไม่ใช่เพราะเขาอกตัญญู แต่เพราะ พ่อแม่ยากจน อดอยาก พึ่งตัวเองไม่ได้ ลูกเต้า ก็เลยยากจนและอดอยากตามด้วย จนไปด้วยกัน และ พวกเขา ก็ต้องมีครอบครัว มีลูกเต้าของเขาเองดังนั้น ภาระเฉพาะหน้าของเขา จึงไม่ใช่อยู่ที่เรา นั่นคือ การถูกทอดทิ้ง ตอนแก่เราจะทำอย่างไร เมื่อคิดถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่า วันนี้ควรทำอย่างไร เพื่อให้วันนี้มีกิน เพราะเรารู้อยู่ว่า วันนี้เราจะกินเท่าไร ทำงานหนักขนาดไหน ไหวขนาดไหนและควรทำอะไร เพิ่มไปด้วย เผื่อวันหน้า เมื่อเราทำอะไรได้น้อยลง วันที่เราแก่ทำงานไม่ไหว เราจะอยู่ได้ พอคิดอย่างนี้ มันก็ไปคิด เกี่ยวโยง กับต้นไม้ทั้งหมดตั้งแต่ไม้ผล ไม้พืชชั้นล่าง ที่มีใบมีดอกกิน ไม้ต้นโต ที่มันโตขึ้น ระยะหนึ่งก็จะกลายเป็น ไม้ขนาดใหญ่ ที่เรียกไม้ซุง ซึ่งเรารู้ว่าอีก ๒๐ ปี จะโตแค่ไหนเมื่อถึงเวลานั้น เราจะขายได้ สักกี่บาท เราคิดจากสิ่งที่ควรเป็น ถ้าตอนนั้นเรามีอายุ ๗๐ ปี และทำไม่ไหว เราควรมีสักกี่ต้น ชีวิตจึงจะ ไม่เดือดร้อนถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ในครอบครองสัก ๓๐๐ ต้น โดยประเมิน จากต้นละ หมื่นบาทเราก็มีเงินถึง ๓ ล้านบาท วันนั้นถ้าเราเกิดความจำเป็นเงินจำนวนนี้เป็นหลักประกันได้แน่ ถ้าลูก ไม่เลี้ยง เราก็เลี้ยง ตัวเองจะจ้างใครมาป้อนข้าวป้อนน้ำก็ไม่ลำบากเกินไป จ้างผู้จัดการสักคนก็พอได้อยู่หรือไม่ก็นำเงิน ฝากธนาคาร กินดอกเบี้ยแต่ละเดือน ก็ยังไม่เดือดร้อน จึงคิดว่าเราไม่ต้องไปกังวล กับบั้นปลายชีวิต ถ้ามีการสะสม ตั้งแต่วันนี้ซึ่งก็เห็นว่ามันจริง ทำไประยะหนึ่ง เริ่มเห็นสภาพป่ารกขึ้น มีต้นไม้ หนาตาขึ้นมีความหลากหลายของพืชพันธุ์มากขึ้น เรารู้ประโยชน์ของมันเกือบทุกอย่างถ้าป่าไม่เป็นธรรมชาติ อย่างที่เรา เข้าใจ แต่เป็นป่าเกษตรมันก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ผมจึงเรียกว่าวนเกษตร และนี่คือ ที่มาของชื่อ วนเกษตรจากปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา วนเกษตรวันนี้ วนเกษตรกลายเป็นเวทีที่คนมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เป็นเวทีสำหรับการฝึกอบรม และการเรียนรู้ ในรูปแบบ ต่างๆ ทั้งประชุม และสัมมนามีคนมาใช้ตลอดทั้งปี เกือบทุกวัน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ องค์กรเอกชน กลุ่มอิสลามข้าราชการ และชาวบ้านในพื้นที่ ประกอบด้วยชาวบ้าน ๖๐-๗๐ หมู่บ้านที่ผมเกี่ยวข้องด้วย ในรอยต่อ ที่ติดต่อกัน ๕ จังหวัด ผมเรียกที่นี่ว่า "เวทีเครือข่ายรอบป่าตะวันออก" เรามีกิจกรรมซึ่งทำต่อเนื่อง คือทำงานกับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ตรงนี้ จะทำเป็นหลักจริงๆ ๑๖ หมู่บ้าน ตอนนี้กำลังเริ่มอยู่๕ หมู่บ้าน ซึ่งจะใช้เวลา ทั้งหมด ๓ ปี เพื่อขยายกิจกรรมนี้ออกไปยังชุมชนต่างๆที่นี่เราเปิดสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม เข้ามาใช้ได้หมด ไม่มีเรื่องธุรกิจคนไม่มีเงินก็มาใช้ได้ สิ่งที่เราใช้เป็นอุปกรณ์ คือต้นไม้ คือทรัพยากรรอบๆ ตัวคือสิ่งที่เรามีอยู่ ความตั้งใจดีต่อสังคม ผมพยายามทำตามกำลังที่มีอยู่ อยากเห็นคนมีความมั่นใจที่จะพึ่งตัวเองได้แต่ทำๆ ไปบางครั้งก็ท้อ ไม่รู้ว่า เราทำไปคนเดียวหรือเปล่า ชักไม่แน่ใจแต่อย่างน้อยที่สุด เราก็อยู่ด้วยความรู้สึกว่า มันเป็นเหมือนหน้าที่ อะไรสักอย่าง
๒. ทำให้คน หลีกเลี่ยงปัญหา และไม่รู้จักปัญหา
๓.ทำให้คนไม่รู้จักทรัพยากรใกล้ตัว พืชสมุนไพรต่างๆ ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ
การมีคนเก่งเกิดขึ้นในชุมชน เราในฐานะนักพัฒนาชุมชนที่จะเเสวงหาคนเก่งเหล่านี้มาเชิดชูให้บทเรียนดีๆแก่ทุกๆคน
เห็นด้วยครับ
มีหลายบล็อตจริงๆด้วย พ่อใหญ่วิบูลย์ พี่สุก็ได้เรียนคะ ตัวอย่างผู้นำชุมชนด้าน วนเกษตร กินทุกอย่างปลูกทุกอย่างที่กิน ใช้วัตถุและพืชในท้องถิ่นตนให้เกิดประโยชน์ที่สุดคะ นักศึกษาจะได้นำไปเป็นตัวอย่างในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นตนคะ
แม้แต่กลุ่มออมทรัพย์ก็เรียนคะ