ทุกครั้งที่ดิฉันได้รับการติดต่อทางอีเมลจากผู้อ่านได้อ่านบล็อกเกี่ยวกับการดูแลพ่อที่เคยป่วยเป็นอัมพฤกษ์ด้วยโรคหลอดเลือดสมอง (http://gotoknow.org/blog/dad/toc) ทำให้หวนคิดไปว่า กำลังใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาการของผู้ป่วยค่ะ

หลายครั้งที่ดิฉันเห็นพ่อน้ำตาไหลเพราะความพยายามในการหยิบจับสิ่งของที่ครั้งหนึ่งเคยหยิบได้ ทำให้อยากจะร้องไห้ไปด้วย แต่ก็ต้องอดทนไว้ค่ะ เพราะน้ำตาของเราจะยิ่งทำให้เขาอ่อนแอค่ะ ครั้งใดที่ดิฉันคิดอย่างนี้ ก็จะค่อยๆ ทำใจเย็นๆ ท่องหนึ่งถึงสิบไว้ในใจ เพื่อกำจัดอารมณ์และสร้างแรงกำลังใจกลับมาค่ะ และเมื่อวันหนึ่งได้เห็นพ่อหยิบจับของได้ นั่นแหละค่ะ คือ รางวัลแห่งความอดทน

น่าแปลกค่ะ ช่วงนี้ดิฉันได้รับอีเมลเรื่องขอคำแนะนำและบอกถึงความท้อถอยค่อนข้างบ่อยค่ะ ทำให้ทราบว่า คนไทยยังขาดความรู้เรื่องการทำ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัดด้วยตนเองค่ะ หรือที่เรียกว่า occupational therapy หรือ การฝึกให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ เช่น การฝึกตัดกระดาษ ฝึกติดกระดุม เป็นต้น (http://gotoknow.org/blog/dad/41026)

ดิฉันเองค้นหาข้อมูลนี้จากทางอินเตอร์เน็ตค่ะ แต่ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่มีทำให้ได้ข้อมูลมาไม่ยากค่ะ ส่วนการค้นหาด้วยภาษาไทยนั้น เท่าที่จำได้ตอนนั้นจะหาได้ยากมากค่ะ

occupational therapy จำเป็นมากนะค่ะ เพราะทำได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวันแต่อย่าเร่งรัดค่ะ และที่สำคัญคือจะให้รอเข้าคิวรักษาที่หน่วยกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลอย่างเดียวคงไม่ไหวหรอกค่ะ คนเยอะมากทำให้รอจนเครียดค่ะ

อีกอย่างหนึ่ง อีเมลส่วนใหญ่จะบอกว่า รักษาด้วยการนวดแพทย์แผนไทยค่ะ เท่าที่จำได้คือ หมอแผนปัจจุบันบอกว่า ห้ามนวด นะค่ะ

สรุปว่า ความรู้ด้านการทำ occupational therapy ยังน้อยมาก และมีความรู้ที่ผิดด้วยค่ะ