ผมทราบครับ นี่เป็นปัญหาพ่อแม่ มากกว่าจะเป็นปัญหาลูก

นี่อาจเป็นธรรมะจัดสรรอย่างหนึ่ง เพราะผมเป็นสมาชิก gotoknow นานแล้วแต่ไม่แอกทีฟ วันนี้เล่น facebook กะ twitter แล้วจับพลัดจับผลูมาบล็อกพี่ครูอ้อยได้งัยไม่ทราบ ไม่เรียกธรรมะจัดสรรก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว

เบื่้องหลังนิดหน่อยนะครับลูกผมอยู่ ม.1 การเรียนไม่ดีแย่ลงเรื่อยๆ แต่ก็รอดมาได้จากความช่วยเหลือจากคนรอบข้างแบบฮืดขึ้นคอ ความสัมพันธ์ต้องบอกว่าไม่ดี เคยมีวีระกรรมหลายครั้งที่ทุกครั้งจบลงที่ผมเกลียดตัวเอง

ซักเกือบปีแล้วที่เขาเริ่มเล่นกีต้าร์ เอาจริงเอาจังอย่างมาก เอาเป็นว่า ภายในไมาถึงปีซื้อกีต้าร์ไป 3 ตัว เป็นเงินหลายหมื่นได้ ครั้งหลังสุดไปออดอ้อนแม่แล้วได้มาอีกโดยบอกว่าพอแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ซื้ออีกแล้ว แต่...วีรกรรมล่าสุดก็ไปทำไว้ที่ญี่ปุ่นคือไปซื้อกีต้าร์หมื่นต้นๆมาอีด โดยไม่ขออนุญาติซักนิด (ผมทราบครับ นี่เป็นปัญหาพ่อแม่ มากกว่าจะเป็นปัญหาลูก) แต่บรรยากาศที่คุกรุ่นตลอดเวลามันทำให้ทุกฝ่ายเครียดอย่างมาก การกระทบกระทั่งเล็กน้อยก็เป็นเรื่องแล้ว

ผมยอมรับเลยว่าผมตีลูก..

ทุกครั้งที่ตีลูกผมก็เริ่มด้วยการพูดดีๆทุกครั้งนะครับ ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่ให้ซ้ำรอยเดิม แต่สุดท้ายเมื่อผมไม่สามารถพูดให้เขาคล้อยตามได้ (ลูกผมจะใช้วิธีดื้อตาใส หรืออธิบายแบบเอาตัวรอด) ผมจะเริ่มเพิ่มดีกรีความหนักแน่น และรุนแรงเพิ่มขึ้น (เหมือนเคย) เพราะหวังว่าเขาจะกลัว แต่สถานะการณ์มีแต่แย่ลงเพราะเขาไม่มีวี่แววจะโอนอ่อนตามสิ่งที่ผมต้องการคือใส่ใจการเรียน..แล้วก็จบลงเหมือนทุกครั้ง..ผมควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ล่าสุด(เมื่อวาน) ผมเริ่มจากการทำข้อตกลงที่ผมคิดว่าดีที่สุดกับทุกฝ่ายแล้วคือถ้าเขาอยากเล่นกีต้าร์ผมจะไม่ห้าม แต่เงื่อนไขคือต้องใส่ความพยายามเท่าๆกันกับเรื่องเรียน ดูเหมือนทุกอย่าจะเป็นไปด้วยดี แต่พอถึงเวลาพิสูจน์ ผมว่าคงเดาๆกันได้..ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำ แต่ความพยายามมันยังไม่ถึงจุดที่ผมคิดว่าได้

สุดท้ายใช้ไม้ตายจับเรื่องเล่นกีต้าร์มาเป็นตัวประกัน ผมยื่นคำขาดว่าถ้าไม่พูดกันดีีๆ และเชื่อฟัง ก็ไม่ต้องเล่นกีต้าร์ 3 วัน ..

มีการปะทะอารมณ์แบบเงียบๆแต่รุนแรงแล้วเขาก็เดินออกไปจากการสนทนา ผมเข้าใจว่าเดินขึ้นชั้นบนเพราะได้ยินเสียงเดินชึ้นบันได ทิ้งช่วงครู่ใหญ่เราก็เดินไปดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าผมหาเขาไม่เจอ ผมวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่หลายรอบ ในใจคิดว่าเราทำอะไรรุนแรงไปหรือเปล่า คิดไปไกลเลยว่าเขาหนีออกจากบ้าน หรือทำอะไรอย่างอื่นที่ผมไม่กล้าคิด นี่ผมทำอะไรลงไปนี่ ถ้าเขาเป็นอะไร ผมจะทำงัย หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ วิ่งขึ้นวิ่งลงอีกหลายเที่ยว วิ่งไปดูนอกบ้าน รอบๆบ้านก็ไม่มี สุดท้าย (อายจัง) ไปตามภรรยามาช่วยหา ก็เจอเขานั้งกอดเข่าหลบมุมอยู่ในห้องของเล่น

ถึงตอนนั้นผมหยุดครับ..ต้องหยุด..เพื่อสำรวจใจตัวเอง และรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้วในคืนนี้  แต่ก็ยังไม่วายทิ้งแรงกดดันไว้กับเขา เราแยกกันตรงนั้น

การเขียนบันทึกนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสมองย้อนไปดูสถานะการณ์นั้นอีกครั้ง เข้าใจทั้งลูก ตัวเอง และสถานะการณ์มากขึ้น ผมพบว่าทำมากกว่านี้ก็คงไม่ช่วย เรารักเขามาก มันไม่คุ้มกันเลยถ้ามันเกิดแตกหัก หรือมีอะไรขั้นรุนแรง ผมคงโทษตัวเองไปตลอดชีวิต... ถ้าเขาจะเรียนตกซ้ำชั้น เขาก็ยังเป็นลูกผม ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมก็คงได้แต่ให้กำลังใจ ดึงเขามากอดแล้วบอกว่าไม่เป็นไรนะลูก เราสู้ใหม่ (ถ้าตอนนั้นเขายอมให้ผมกอดนะ) ก็แล้วทำไมต้องรอ ทำไมไม่ทำตอนนี้หละ

ต่อไปไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่ผมก็ตั้งใจจะเลี้ยงลูก สอนลูกด้วยสติ และด้วยความรัก ให้มากกว่านี้ วันนี้กลับบ้านไปผมจะไปกอดเขา บอกเขาว่าขอโทษ บอกเขาว่ายังงัยผมก็ยังรักเขา  มันคงเก้งก้างน่าดูเลย แต่ผมจะทำ ก่อนจะหมดโอกาสได้ทำครับ

ฺขอบคุณครับ (ที่แอบอ่าน)

อ้อ แล้วก็ขอบคุณครับพีครูอ้อย (ที่อนุญาตให้พาดพิง)