ต้องออกตัวเหมือนกันนะ ว่าฉันคิดอยากเรียน ป.เอก มาก่อนหน้านี้ สักปี-สองปี
แต่ไม่มีใครสนับสนุน ที่ฉันอยากเรียนป.เอก นิติศาสตร์ ด้วยเห็นว่าป.เอก ในประเทศไทย น่าจะเป็นการศึกษาวิจัยภายใต้กรอบ positive law ที่แข็งตัว
และการไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นน่าสนใจมากกว่า ทั้งในแง่กระบวนการพัฒนาความรู้ และบริบทรอบๆ ตัว
หุหุ เห็นด้วยอย่างแน่นอน ..และวางแผนในใจว่า หาที่ไปเรียนต่อดีกว่า
ปีที่แล้ว ฉันสมัครเรียนประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน หลักสูตร 1 ปี
ด้วยเพราะรู้สึกว่า ความตื่นเต้นในงานประจำที่ทำอยู่นั้นมันลดน้อยถอยลงทุกวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานภายใต้ขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นและไม่มีเหตุผล
1 ปีนั้น เต็มไปด้วยความสนุกสนานกับความรู้ใหม่
แม้จะพอคุ้นเคยกับมันอยู่บ้าง เพราะงานประจำก่อนหน้าต้องเกี่ยวข้องกับมันโดยตรง
แต่ความรู้ที่มีตอนนั้นก็มาจากการอ่านเอง-และถามเอา
ถึงจะเหนื่อยกับการเดินทางไปเรียนอาทิตย์ละห้าวัน
แน่นอน-มีโดดเรียน แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ-ว่าฉัีนแสนจะพยายาม ที่จะไม่โดดเรียน
เพราะมันเป็นการเีรียนที่สนุกจริงๆ
ไม่เคยเรียนแล้วรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย
ที่สำคัญ มันเป็นความรู้ที่นำมาปรับใช้ได้ทันทีกับงานตรงหน้า
ทั้งงานประเด็นภาคใต้ และงานด้านสถานะบุคคล (งานหลังนี้ ตรงมั่กๆ)
หลังจากเรียนจบ.. ฉันเริ่มคิดถึงการเรียนต่ออย่างจริงจัง
5 เดือนก่อนหน้ายื่นใบสมัครป.เอก ฉันตัดสินใจไปแล้วว่า
จะสมัครขอทุนไปเีรียนป.โท Human Right ที่ Hong Kong University
ด้วยเหตุผลที่ใกล้บ้าน กลับง่าย
อีกทั้งน่าจะพอมีเวลาให้ทำงานด้วย --เพราะเริ่มรู้สึกมากขึ้นว่า "อยากทำงาน"
..ด้วย 'คนอ้างอิง' และ 'จดหมายแนะนำ' ที่แสนจะ strong มั่นใจได้ไม่ยาก ไม่พลาด-แน่นอน
แต่โดยไม่รู้ตัว ..มันเริ่มคิดๆ คิดๆ มากขึ้นกับการที่่จะต้องวางงาน วางมือจากงานด้านสถานะบุคคล..
หลังการประกาศใช้กฎหมายใหม่ งานสถานะบุคคลกลายเป็นโลกอีกใบไปแล้ว-อย่างสมบูรณ์
ด้วยเพราะมันไม่ได้เป็นเพียง "โลกของการทำงาน ที่เราต้องอยู่กับมัน"
..แต่มันเป็นเหมือนโลกอีกใบ ที่เราสามารถเป็น "คนสร้าง" / "เปลี่ยนแปลง" มันได้ด้วย-มือเรา-
อีกอย่าง-ต้องยอมรับว่า แม้ฉันจะทำงานด้านสถานะบุคคลมานาน
แต่การทำงานอย่างใกล้ชิดกับ "ความรู้" "ความเป็นวิชาการ"
เพิ่งมาเริ่มเข้มข้นตอนช่วงสอง-สามปีมานี้
..ความฉลาด ความรอบรู้ การมองเห็นไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ การยืนหยัดในความคิด ฯลฯ ของอ.แหวว
ทำให้ฉันทั้งทึ่ง และปวดหัว!!!
และแน่นอน ฉันอยาก..อยาก และอยากเรียนรู้ทุกๆ อย่างจากอาจารย์
อาจาย์แหวว ตั้งคำถามและโยนโจทย์ใหม่ๆ ให้เกือบทุกเืืดือน
ทุกอาทิตย์ และทุกวัน..
มีหลายเรื่องที่ต้องอ่าน ต้องคิด ต้องค้น ต้องตามหา
ตลอดจนต้องสร้าง ต้องพัฒนา "มัน" ขึ้นมา
และนั้นแลลล.. ถ้าเราต้องเรียนรู้อยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันเป็นเรื่องเดียวกันกับการเรียน
คงไม่ต้องปิดบัง หรืออายที่จะบอกว่าหัวข้องานวิัจัย ป.เอก คือหัวข้อที่อ.แหวว เสนอให้ทำ
โดยให้แนวคิดและให้ฉันกลัีบไปพัฒนาเป็น proposal ขึ้นมาก่อน-ตามที่สติปัญญามี--และอาจารย์กรุณาอ่านและเสนอให้แก้ไข
'Social need' คือ key word หลักของทุกชิ้นงาน
---------------------------------------------------
ฉันลาออกจากงานประจำ ที่เริ่มไม่สนุกกับมันแล้ว (ยังเสียดายเงินเดือนอยู่เลยนะเนี่ย)
ออกมาหาความรู้ใหม่ๆ กับงานด้านสถานะบุคคล
พยายามฝึกปรือ "ทักษะ" งานด้านวิชาการกฎหมาย
และพัฒนาองค์ความรู้ ภายใต้การกำกับดูแลของที่ปรึกษา อย่างอ.แหวว
เป็นปีแรกที่เหนื่อยแสนเหนื่อย
จริงอยู่ อาจมีอีกหลายคนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท อย่างหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าฉัน
แต่สำหรับฉัน ขอยืนยันว่า-มันเป็นการเริ่มต้น ที่ยังมองไม่เห็นปลายทาง
มันหนักหนารอบด้าน-ทั้ง content ของงานและการจัดการ
ทั้งการเรียนที่ต้อง-ค้นคว้าอ่าน-เขียน-ฟัง
มันทำให้ฉันนอนน้อยลง
ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะฉัน need การนอน 6 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และ ถ้าไปถึง 8 ชั่วโมง สมองจะโลดแล่นได้ดีเป็นพิเศษ
------------------------------------------------------------
ถึงตอนนี้ เป้าหมายเริ่มขยับขยาย-เพิ่มเติม (หุ หุ เริ่มคิดการณ์ใหญ่)
ความชัดขึ้นมาอีกนิด ..ทำให้ความสนุกกลับมาสูสี กับความเหนื่อยหนัก
สำหรับ--คำตอบสำหรับเพื่อน-พ้อง-น้องพี่ก็ืคือ ฉันมีคำตอบทีี่ชวนให้ถูกหมั่นไส้ ว่า-
ยัง ไงๆ มันก็เป็นงานที่ต้องทำอยู่แล้ว และงานวิจัย ฉันก็ชอบ เพราะฉะนั้น ไหนๆ จะทำวิจัย ก็เรียนไปด้วยไม่เห็นจะเสียหาย, ที่สำคัญ หัวข้อที่ฉันเลือกทำ่น่ะ "สถานการณ์มันเรียกรร้อง" อะนะ
: )
ไปนอนหล่ะนะ..
ทีหลัีงต้องเตือนตัวเอง ให้ใจแข็ง ไม่กิน คาปูฯ
ตาค้างจนบัดนี้..
ปฏิเสธว่า อ.แหววไม่เคยเสนอหัวข้อให้เธอ
เธอคิดเอง
แต่ช่วยตบแต่ง เอาจุดที่สำคัญขึ้นมา
ประเด็นการพิสูจน์สัญชาตินั้น สำคัญมาก เป็นตัวกำหนดการพัฒนาสถานะบุคคล
เอาไปคิดดู