5.       พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวใน  หรือ หลวงภักดีภูธร  ) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 5

พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวใน ) เดิมชื่อ ท้าวในเป็นบุตรพระยาไกรภักดีฯ (ตากะจะ )  ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น  "พระไชย"  เป็น  พระภักดีภูธรสงคราม  ปลัดเมืองขุขันธ์  พระบาทสมเด็จ

-พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็น  "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" เจ้าเมือง

ขุขันธ์  คนที่  5 เลื่อนพระมหาดไทย (ท้าวหล้า )  เป็น พระภักดีภูธรสงครามเป็นปลัดเมืองแทน  ต่อมาถึงแก่กรรม  จึงโปรดเกล้า ฯ  ให้  ท้าวศรีเมืองเป็นมหาดไทย  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวใน )  ถึงแก่อนิจกรรมในปี  ..  2393  อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์  ประมาณ  1  ปี

 

6.       พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน( ท้าวนวน  หรือ พระแก้วมนตรี  ) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 6

พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวนวน )  เจ้าเมืองคนที่  6  เดิมชื่อท้าวนวน  เป็นบุตรพระยาขุขันธ์ ฯ ( ตากะจะ )  ได้รับตำแหน่งเป็นพระแก้วมนตรี  ยกบัตรเมืองขุขันธ์  ต่อมาได้รับพระมหากรุณา-

ธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  คนที่  6  และเลื่อนพระยามหาดไทย ( ท้าวศรีเมือง )  เป็นยกบัตรเมือง  พระยา ขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวนวน )  ถึงแก่

อนิจกรรมในปี  .. 2393  อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์  ประมาณ  1  ปี

 

                7.  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  (ท้าวกิ่ง หรือ พระภักดีภูธรสงคราม) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 7

พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวกิ่ง)  เจ้าเมืองคนที่ 7  เดิมชื่อท้าวกิ่ง  เป็นบุตรพระยา-

ขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( เชียงขัน )  ได้รับโปรดเกล้า ฯ  บรรดาศักดิ์เป็นพระภักดีภูธรสงคราม  และ

 ต่อมาได้รับโปรดเกล้า ฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์  คนที่7  แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยกบัตร ( ท้าวศรีเมือง )  เป็นพระยาภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง  ให้พระวิเศษ

( ท้าวพิมพ์ )  เป็นพระแก้วมนตรี     ยกบัตรเมืองขุขันธ์   พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าวกิ่ง) 

ถึงแก่อนิจกรรมอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์  ประมาณ  2  ปี

 

                8.  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน   (ท้าววัง  หรือ  พระวิไชย) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่   8

พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ท้าววัง )  เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่  8  เดิมชื่อท้าววังเป็นบุตรพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  ( เชียงขัน)  น้องชายพระยาขุขันธ์คนที่  7  ( ท้าวกิ่ง )  และเป็นบิดาท้าวปัญญา เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 9 เคยได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น "พระวิไชย"  ตำแหน่งยกบัตรเมืองขุขันธ์  ต่อมา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  4 ทรงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ 

ปี  ..  2395

ปี พ..  2410  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระยาขุขันธ์ ฯ    ( ท้าววัง)  มีใบบอกกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ให้ยกบ้านกันตวด  ตำบลห้วยอุทุมพร เป็นเมืองอุทุมพรพิสัย  ให้ท้าวบุตรดี  บุตรพระยาขุขันธ์ (ท้าววัง)  เจ้าเมืองคนที่  8  เป็น พระอุทุมพรเทศาภิบาล 

เป็นเจ้าเมือง และยกบัตรห้วยลำแสนไพอาบาลขึ้นเป็นเมืองกันทรลักษ์ให้พระแก้วมนตรี (พิมพ์)  เป็นพระกันทรลักษณ์  เจ้าเมือง    โดยให้เมืองทั้งสองขึ้นต่อเมืองขุขันธ์

ปี  .. 2411  ในสมัยรัชกาลที่ 5  โปรดเกล้าให้ย้ายเมืองกันทรลักษ์  ไปตั้งที่บ้านลาวเดิม  และย้ายเมืองอุทุมพรพิสัยไปตั้งที่บ้านปรือ ( บ้านผือ )   พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  ( ท้าววัง)  ถึงแก่อนิจกรรมปี  ..  2426  อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์ ประมาณ  30  ปี

 

9. อำมาตย์ตรี พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวปาน หรือ ท้าวปัญญา ขุขันธิน )

เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 9

พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา  ขุขันธิน )  เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่  9  เดิมชื่อท้าวปัญญา  เป็นบุตรพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน   ( ท้าววัง)  เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๘ เป็นหลานพระยาขุขันธ์-

ภักดีศรีนครลำดวน  ( เชียงขัน )  และเป็นพี่ชายของท้าวบุญจันทร์  ( ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญ ) 

ปี พ.. 2426 ท้าวปัญญากับพระรัตนวงษา ( จันดี ) ได้นำช้างพังสีประหลาดและช้างพังตาดำนำทูลเกล้า ฯ  ถวาย    กรุงเทพมหานคร  การแสดงถึงความจงรักภักดีครั้งนี้ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ท้าวปัญญาเป็น  " พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน "  เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่  9  และโปรดเกล้าฯให้ท้าวจันดีมีบรรดาศักดิ์พระรัตนวงษา  เป็นปลัดเมืองขุขันธ์ บริหารราชการเมืองต่อไป

..  2428  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้ตัดทางโทรเลข จากนครจำปาศักดิ์ไปเมืองขุขันธ์  แต่เมืองขุขันธ์ไปเมืองเสียมราชโดยเกณฑ์เมืองขุขันธ์  เมืองสังขะ ตรวจตัดทางโทรเลข  อยู่  ณ เมืองขุขันธ์  อุทุมพรพิสัยและมโนไพร

ปี  ..  2433  ได้มีการเปลี่ยนแปลงราชการบริหารแผ่นดิน  เป็นจำนวนมาก  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์  ข้าหลวงใหญ่มีอำนาจเต็มในภาคอีสานให้ทำการแทนพระเนตรพระกรรณ   โปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร  เป็นข้าหลวงใหญ่  ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานี เรียก หัวเมืองลาวกาว

ปี พ..  2438  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พระศรีพิทักษ์ ( หว่าง ) เป็นข้าหลวงเมืองขุขันธ์  ปี  .. 2436 ฝรั่งเศสยกกองทัพขึ้นทางเมืองเชียงแตง  สีทันดร  สามโคกซึ่งเป็นอาณาจักรไทย  เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด  เมืองละ  800  และเมืองสุวรรณภูมิ เมืองยโสธรเมืองละ  500  คน ให้ฝึกการรบดีแล้ว  ให้ส่งกำลังเข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสและในเดือนตุลาคม  เหตุการณ์จึงสงบโดยต่างฝ่ายต่างถอนกำลังทหารออก

ปี พ..  2436  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ไปอำลาตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์แทน

ปี พ..  2437  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมณฑลเทศาภิบาล  มณฑลลาวกาวเดิมเป็นมณฑลอีสาน

 

 

 

 

ปี พ..  2443  ทางราชการได้ยุบเมืองเล็กลงเป็นอำเภอ และแบ่งเมืองใหญ่ออกเป็นหลายอำเภอ  พร้อมกับแต่งตั้งตำแหน่งผู้ปกครองเมืองและผู้ปกครองอำเภอขึ้นใหม่  และในปีนี้เองที่  ท้าวบุญจันทร์  ท้าวทัน  และหลวงรัตนกรมการเมืองที่หมดอำนาจ  ไม่ได้รับแต่งตั้งใด ๆ  เกิดความไม่พอใจได้มีปฏิกิริยาต่อต้านทางการจนถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญจึงถูกปราบปรามและเหตุการณ์ได้สงบลง

ปี  ..  2449  ได้ย้ายที่ทำการเมืองขุขันธ์  มาตั้งที่อำเภอกลางศรีสะเกษ  และยังคงมาใช้ชื่อเดิมว่า  "เมืองขุขันธ์"  และต่อมาเปลี่ยนฐานะเมืองขุขันธ์  เป็นอำเภอ  ชื่ออำเภอ "ห้วยเหนือ"

ปี  ..  2450  มณฑลอีสานแบ่งออกเป็น  4  บริเวณ  คือ  บริเวณอุบลราชธานี  บริเวณร้อยเอ็ด  บริเวณสุรินทร์   บริเวณขุขันธ์  และบริเวณขุขันธ์แบ่งออกเป็น  3  เมือง

1.       เมืองขุขันธ์  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา  ขุขันธิน )  เป็นผู้ว่าราชการเมือง 

       มี  3  อำเภอ  อำเภอขุขันธ์  อำเภออุทุมพรพิสัย  อำเภอกันทรลักษ์

2.       เมืองศรีสะเกษ    พระยาภักดีโยธา ( เหง้า )  เป็นผู้ว่าราชการเมือง  มี  4  อำเภอ

3.       เมืองเดชอุดม  พระสุรเดช  อุตมาภิรักษ์ ( ทอง   ปัญญา )  เป็นผู้ว่าราชการเมือง  มี  3  อำเภอ

ปี  ..  2455  ในรัชกาลที่  6  แยกมณฑลอีสานออกเป็น  2  มณฑล  คือ  มณฑลร้อยเอ็ด  และมณฑลอุบลราชธานี      มณฑลอุบลราชธานี  มีเมืองในสังกัด  3  เมือง  คือ

1.  เมืองอุบลราชธานี

2. เมืองขุขันธ์

3.  เมืองสุรินทร์

ปี  ..  2459  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  6  กระทรวงมหาดไทยประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมือง  เป็นจังหวัด ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง  เป็น  ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เมืองขุขันธ์  เปลี่ยนเป็น   จังหวัดขุขันธ์  เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม  2459

ในปี  .. 2481  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  7  ได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ  จังหวัดขุขันธ์    เป็นชื่อ  จังหวัดศรีสะเกษ  และเปลี่ยนชื่ออำเภอห้วยเหนือ    เป็นชื่ออำเภอ

ขุขันธ์   มีหลวงสุรัตนามัย ( บุญมี  ขุขันธิน )  เป็นนายอำเภอคนแรก  ขุขันธ์จึงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ  แต่นั้นมา

เนื่องจากสมัยที่พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  (ปัญญา  ขุขันธิน ) เริ่มรับตำแหน่งเจ้าเมือง       ขุขันธ์ นั้น  เมื่ออายุยังน้อยคือ มีอายุ  26 ปี   รับตำแหน่งในปี 2426  ซึ่งอยู่ในยุคมีการเปลี่ยนและจัดระบบการปกครองบ้านเมือง  โดยในปี พ.. 2450 ได้มีการโปรดเกล้าฯเปลี่ยนตำแหน่ง " เจ้าเมือง"เป็นตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการเมือง"  จึงทำให้พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  ( ปัญญา  ขุขันธิน ) สิ้นสุดตำแหน่งเจ้าเมือง  โดยได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์  เป็นคนแรก   โดยทำเนียบ

ผู้ปกครอง เมืองขุขันธ์ในสมัยนั้นประกอบด้วย

1.         ท้าวปาน  ( ปัญญา  ขุขันธิน )  เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์

 

2.         ท้าวทองคำ  ดำรงตำแหน่ง  พระสุนทรบริรักษ์  เป็นปลัดเมืองขุขันธ์

3.         ท้าวบุญมี  ( บุญมี  ขุขันธิน )  เป็นหลวงสุรัตนามัย  ยกบัตรเมืองขุขันธ์

4.         ท้าวบุญมี  เป็นพระพิชัย  ผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์

ปี พ..  2450    ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ปรับปรุงการปกครองอีกครั้ง โดยได้ทรงโปรดให้มีการปรับระบบเมืองบริเวณให้รวมกัน  โดยรวมเมืองขุขันธ์  เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม  ( ซึ่งขณะนั้นรวมเรียกว่า  บริเวณขุขันธ์  ขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ )  รวมกันเข้าเป็นเมืองเดียวกัน  เรียกว่า  " เมืองขุขันธ์ " มีศาลากลางอยู่ที่อำเภอกลางศรีสะเกษ  เปลี่ยนชื่ออำเภอขุขันธ์  เป็นชื่ออำเภอห้วยเหนือ  ในการเปลี่ยนแปลงโดยการยุบ  3 เมืองเป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า " เมืองขุขันธ์ " ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาบำรุงบุระประจันทร์ (จันดี) เป็นผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ ส่วนพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา  ขุขันธิน ) เนื่องจากพระองค์เห็นว่าได้รับบรรดาศักดิ์ในราชทินนาม พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน      อยู่ในราชการมานาน  จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ได้รับตำแหน่งกรมการพิเศษเมืองขุขันธ์  

(พระยาบำรุงปุระจันทร์มีศักดิ์เป็นพ่อต่ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวนเป็นบุตรเขย )           

 ปี พ..  2459 จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองขุขันธ์เป็นชื่อจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน ( ปัญญา ขุขันธิน )  ก็ยังได้ดำรงตำแหน่ง  กรมการพิเศษจังหวัดขุขันธ์  เช่นเดิม  นับเป็นตำแหน่งในราชการตำแหน่งสุดท้ายของท่าน จนได้ถึงแก่อนิจกรรมปี พ..  2470  รวมอยู่ในราชการ 3 ตำแหน่ง คือ  ตำแหน่ง  " เจ้าเมืองขุขันธ์ "  ตำแหน่ง " ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ "  ตำแหน่ง  " กรมการพิเศษจังหวัด

ขุขันธ์ " รวมอยู่ในราชการ 34 ปี ( เกิดปี  2400 ถึงแก่อสัญกรรม ปี  .. 2470  สิริอายุได้ 70  ปี  ซึ่งเป็นต้นตระกูลนามสกุล  ขุขันธิน  ในปัจจุบัน)

อำมาตย์ตรี  พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน  ( ปัญญา  ขุขันธิน ) ตำแหน่งเดิมเจ้าเมืองขุขันธ์  คนที่  9  ( สุดท้าย )  ของการปกครอง  บังคับบัญชาสิทธิ์ขาด  ในตำแหน่ง     "เจ้าเมือง " ยกบัตรเมือง กรมการเมือง  ราษฎรในเมือง  และรวมทั้งบังคับบัญชาเมืองขึ้นด้วย