เมื่อเรายอมรับในความเปราะบาง เราก็จะสามารถก้าวเดินไปเรียนรู้

ในชีวิตของคนเรา  ต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆมากมาย ต้องมีการเตรียมตัว จัดกระเป๋า

            ก่อนการเดินทาง  บางครั้งก็ตื่นเต้น  บางครั้งก็เบื่อเซ็ง  เดินทางไปเรื่อยๆ  ยิ่งไกลออกไป  ยิ่งห่างจากความเข้าใจในตัวเอง มองไม่เห็นตนเอง  มองไม่เห็นคนอื่นๆ  ไม่เห็นในความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ในสรรพสิ่ง

            บนเส้นทางของการเป็นกระบวนกร  ทุกย่างก้าวของชีวิตต้องหายใจเข้าออกเป็นกระบวนกรหรือไม่  ทำอย่างไรจึงจะลดความตั้งใจในการหายใจเป็นกระบวนกร จากการใช้ความคิดที่จะใช้เครื่องมือหรือกระบวนการ  สู่การทำออกมาจากสัญชาตญาณหรือญาณทัศนะจริงๆ

            หลายคนบอกถึงหนทางคือการฝึกฝน ฝึกฝืน แน่นอนล่ะ การเดินทางบนหนทางที่ไม่คุ้นเคย  การเดินทางที่ทำให้เรารู้ตนเองนั้นว่าอ่อนแอ เปราะบาง ตีบแคบ และไม่รู้อะไรหลายๆอย่างบนโลกนี้  แม้แต่ตัวเราเอง  มันมักจะสร้างความเจ็บปวดแก่เราในเบื้องแรกเสมอ จนบางครั้งไม่อยากจะหันมามองกับความจริงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น  อยากเบือนหน้าหนีหรือเดินทางอออกจากโลกภายในที่สุดแสนจะอ้างว้างและเดียวดาย

            แต่เมื่อใด ที่เรากลับมายอมรับความเป็นจริง  ยอมรับในความเปราะบางและความอ่อนด้อยทางจิตวิญญาณของเรา  ยอมรับอย่างแท้จริง  ยอมรับโดยไม่มีการรังเกียจในความเป็นตัวตน และมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของทุกผู้ทุกคน  รวมทั้งตัวเราเองก็มีศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่เช่นกัน  เมื่อนั้นเอง  เราก็จะสามารถก้าวเดินไปเรียนรู้ในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่ข้างในลึกๆ

            การเดินทางที่ไม่รู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน  ไม่สามารถสัมผัสได้  รวมทั้งอุปสรรคต่างๆทั้งภายนอกและภายในทำให้ท้อและถอยจนไม่อยากจะเดินก้าวต่อไป  แต่การที่มีเพื่อนร่วมทาง เพื่อนที่กำลังเดินทางต่อสู้กับเส้นทางภายในตัวตนของเรา คอยช่วยเหลือและชี้นำทาง  เรียนรู้ต่อสู้  คงจะช่วยให้การเดินทางนั้นไม่เงียบเหงาและเดียวดาย

            ฉันอยากขอบคุณเพื่อนๆและกัลยาณมิตรที่อยู่บนเส้นทางนี้ด้วยกัน  ฉันรู้ซึ้งถึงความเป็นมิ่งมิตรที่มีอยู่ทุกที่ในทุกเส้นทางที่เดิน  การต่อสู้ของเพื่อนๆช่วยเป็นแรงผลักให้ฉันฝ่าฟันและมีกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป  ทุกๆรอยยิ้มและหยาดน้ำตา ยังตราตรึงในก้นลึกของความทรงจำ และรอวันที่จะผุดขึ้นมาให้หวนคำนึง  อีกครั้ง