... อาจารย์แห่งเว็บไซต์ 'Fitsugar' ตีพิมพ์เรื่อง 'Your doctor hates theses 5 things about you. ' = "หมอของคุณเกลียด 5 สิ่งนี้(จริงๆ)" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ 'Here are five things MDs hate about their patients.' = "นี่คือ 5 เรื่องพฤติกรรมคนไข้ที่หมอ (MD = ชื่อย่อหมอ, MDs = ชื่อย่อหมอหลายคน) เกลียด (1). Patients who lie about their lifestyle. = คนไข้ (patient = คนไข้) ที่หลอกลวง (lie about = หลอกลวง) เรื่องไลฟ์สไตล์ (lifestyle = วิถีชีวิต) (2). Patients who don't follow through with the care the doctor recommended. = คนไข้ (หลายคน) ที่ไม่ทำตาม (follow throught = ทำตาม) คำแนะนำ (care = แคร์ การดูแลตัวเอง) ที่หมอแนะนำ (recommend = แนะนำ) (3). Patients who'd rather pop pills or have surgery than take responsibility for their own well-being = คนไข้ (หลายคน) ที่ชอบใช้ยา (pop = นิยมใช้; popular = เป็นที่นิยม ป๊อปปูล่าร์ เช่น เพลงป๊อป ฯลฯ ; pill = ยา) หรือผ่าตัด (surgery = การผ่าตัด) มากกว่ามีส่วนรับผิดชอบ (take responsibility = แสดงความรับผิดชอบ) เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง (well-being = ความเป็นอยู่ที่ดี ความสบายดี) (4). Patients who insist they need a certain medication because they saw it on TV or the internet. = คนไข้ที่กดดัน (insist = รบเร้า กดดัน) ว่า จะเอายาแบบนั้นแบบนี้ (medication = ยา; certain = แน่นอน แบบนั้น) เพราะเห็นใน TV หรืออินเตอร์เน็ต (5). Patients who rely on the internet, friends, or relatives for their health care. = คนไข้ (หลายคน) ที่อาศัยหรือใช้ (rely on = พึ่งพาอาศัย เชื่อถือ ไว้ใจ) อินเตอร์เน็ต, เพื่อนๆ หรือญาติๆ (relative = ญาติ) ในการดูแลสุขภาพ ... ญาติคนไข้ไม่ควรหวังอะไรที่เป็นไปได้ยาก(มากๆ) เช่น คนไข้ระยะสุดท้ายแล้วยังคิดจะให้หาย ฯลฯ หรือทำอะไรเพียงเพื่อความสะใจ เช่น สามีคนไข้รายหนึ่งบอกให้ฉีดยาให้ภรรยาเงียบ และหยุดไปทุกอย่าง (หมายถึงให้ตาย) เพราะเสียงคนไข้ทำให้เขา (เฝ้าไข้) นอนไม่หลับ ฯลฯ ญาติคนไข้แบบนี้... เป็นญาติที่หมอชิงชังรังเกียจเช่นกัน, ความจริง... ถ้ากลัวนอนไม่หลับ ควรลงทุนขอจ้างพยาบาลพิเศษ หรือผู้ช่วยพยาบาลเฝ้า ซึ่งจะทำให้ตัวเองหลับสบายที่บ้าน และช่วยให้คนไข้ได้รับการดูแลที่ดีมากๆ ด้วย ... อาจารย์หมอท่านหนึ่งอาสาสมัครไปเป็นหน่วยแพทย์ในสงครามอิรัก... คนไข้ที่นั่นถือว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย อะไรๆ ก็ฟรี พอมีหมอจากประเทศยากจนไปก็ใช้อำนาจ (หมอที่เข้าไปทำงานมักจะเป็นหมอที่จนกว่า เช่น อียิปต์ ฯลฯ) คนไข้คนหนึ่งคงจะขี้โมโหหน่อย เลยตบหมอเลย ท่าน (อาจารย์หมอ) เห็นว่า พอจะช่วยได้... เลยเข้าไปดูแลคนไข้ให้แทน, โชคดีไม่โดนตบ ท่านเขียนเรื่องนี้ลงวารสาร อ่านแล้วทำให้รู้สึกดีกับคนไข้ไทยขึ้นแยะ และไม่สงสัยด้วยว่า ทำไมอิรักถึงไปได้ไม่ถึงไหน เพราะคนในชาติขาดวินัย ... การศึกษาเกี่ยวกับคนไข้โรคเอดส์ เปรียบเทียบกันหลายๆ ประเทศครั้งหนึ่งพบว่า คนไข้เอดส์ในไทยส่วนใหญ่มีวินัยดี ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะถ้าลืมกินยาวันเดียวก็ถึงตายได้ หรืออาจเป็นเพราะคนไทยมีวินัยจริงๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นจากอะไร... การมีวินัยพอประมาณในการใช้ชีวิตจะทำให้สุขภาพคนไทยดีขึ้นได้เสมอ ... ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา หัวข้อเรื่องนี้คือ 'Your doctor hates theses 5 things about you' = "หมอของคุณเกลียด 5 สิ่งเกี่ยวกับคุณ" คลิกลิ้งค์ > ลำโพง/ธงชาติ > ฟัง + ออกเสียงตาม 3 รอบ + ย้ำเสียงที่พยางค์แต้มสี ตัวอย่าง ต้นฉบับตอนหนึ่งคือ ''Here are five things MDs hate about their patients.' ขอให้สังเกตว่า มีการใช้ MDs = ภาษาละติน 'Medicinae Doctor' = 'doctor of medicine' = "ดอกเตอร์ที่เป็นหมอ" เป็นคำใช้เขียนท้ายชื่อหมอ หมอระบบยุโรปใช้เวลาเรียน 6 ปี ฝึกงาน 1 ปี ถ้าสอบผ่าน + ฝึกงานผ่าน จึงจะมีโอกาสขึ้นทะเบียนวิชาชีพได้ ... หมอระบบอเมริกาต้องเรียนปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่ต้องมีหน่วยกิตวิชาเคมี-ฟิสิกส์-ชีววิทยามากพอประมาณ 4 ปี เรียนต่อ 4 ปี ฝึกงาน 1 ปี โลกเรามีดอกเตอร์ที่จบปริญญาเอก และลงท้ายชื่อด้วย 'Ph.D.' = 'doctor of philosophy' = ดอกเตอร์แห่งปรัชญา ซึ่งน่าจะมาจากระบบมหาวิทยาลัยแรกๆ ของโลกเป็นสถาบันทางศาสนา-ปรัชญามาก่อน ส่วนใหญ่ต้องจบปริญญาโทหรือเทียบเท่า แล้วเรียนเก่งด้วยทำวิจัยดีๆ ด้วยจึงจะได้เป็นดอกเตอร์ ... ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ที่มา
[ Twitter ] > ThankFitsugar
ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ทำตัวไม่ค่อยดี เช่น สูบบุหรี่ ดื่มหนัก ติดยา ไม่ออกกำลัง ฯลฯ ทว่า... พยาบาล-หมอไม่ใช่ผู้พิพากษา การถามคำถามเหล่านี้เพื่อจะได้รู้ว่า คนไข้เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง และจะหาทางป้องกันอย่างไร ทางที่ดีคือ ตอบไปตามจริง
ผู้เขียนมีประสบการณ์ไปดูงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ในปี 2542, คำแนะนำคนไข้ที่นั่นมีคำเตือนสั้นๆ ว่า "คนไข้ที่ให้ประวัติทางการแพทย์เท็จมีความผิดทางอาญา"
การออกกฏหมายเช่นนี้เป็นไปตามหลักปรัชญาขงจื่อ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของสิงคโปร์ที่ว่า ผลประโยชน์ส่วนรวมควรมาก่อนส่วนตัว ทำให้พัฒนาชาติบ้านเมืองไปได้ไกล
คนไข้เบาหวานมีทั้งคนที่รู้จักกินลำไยมื้อละ 2-3 ลูก และทำตามที่หมอแนะนำ เช่น ออกกำลังเป็นประจำ ฯลฯ ทำให้ผลการรักษาค่อนข้างดีไปนับสิบๆ ปี
ขณะเดียวกันก็มีคนไข้ที่ซัดลำไยมื้อละ 2-3 กิโล(กรัม) แล้วทำเป็นบ่นว่า อาการจากโรคเป็นผลจากยา! (เอะอะอะไรก็โทษคนอื่น...)
โลกเรามียาเบาหวานสำหรับคนไข้ที่กินลำไยมื้อละ 2-3 คำ แต่ไม่มียาเบาหวานสำหรับคนไข้ที่ซัดลำไยมื้อละ 2-3 กิโลฯ คนไข้เบาหวานประเภท "ซัดลำไย" ด้วย ชอบโทษหมอด้วย ส่วนใหญ่จะรอดไปได้ไม่นาน
คนไข้และญาติจำนวนมากไม่ยอมบริจาคเลือดให้ญาติตัวเอง... ผู้เขียนมีประสบการณ์ขอร้องให้ลูกบริจาคเลือดให้พ่อแม่, ขอให้ผัวเมียบริจาคเลือดให้กัน, ขอญาติบริจาคเลือดให้ญาติ ส่วนใหญ่จะไม่ให้ บอกตรงๆ ว่า "แล้งน้ำ(ใจ)" แบบนี้ไม่ชอบเลย
พยาบาลท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า นอกจากจะขอเลือดญาติไม่ได้แล้ว... บางทีญาติยังด่ากลับว่า ทำไมหมอไม่ไปหาเลือด
คำตอบคือ จะไปหาที่ไหนในเมื่อคนในโรงพยาบาลจำนวนมากก็บริจาคเลือดเป็นประจำอยู่แล้ว และหน่วยรับบริจาคเลือดก็ออกไปแทบทุกที่... จนไม่รู้จะออกที่ไหนแล้วเช่นกัน
โรคส่วนใหญ่ดีขึ้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น อาจารย์หมอท่านหนึ่งเป็นผู้บริหาร ลงพุงนิดหน่อย ดื่มเบียร์ ฯลฯ พอท่านรู้ว่า เป็นเบาหวานหลังเกษียณก็ "ลด-ละ-เลิก" อะไรที่ไม่ดีกับโรค หันไปขี่จักรยานทุกบ่าย ทำจนน้ำตาลในเลือดปกติ ไม่ต้องใช้ยา ฯลฯ
การปรับเปลี่ยนเช่นนี้มีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการใช้แต่ยาอย่างมากมาย
อาจารย์โรงพยาบาลสมิติเวชเล่าในการประชุมวิชาการปี 2551 ว่า คนไข้ญี่ปุ่นมีวินัยสูงมาก มาพร้อมกระดาษ-ดินสอ ปากกา บางท่านมีเครื่องบันทึกเสียงมาขอบันทึกคำแนะนำด้วย
คนไข้ญี่ปุ่นจดคำแนะนำทุกอย่างหมด แถมยังจำได้หมดว่า เดือนไหนหมอแนะนำอย่างไร คุณลักษณะเช่นนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ
คนไข้จำนวนมากถือยาตัวอย่างมาแล้วบังคับให้หมอสั่งยาตามนั้น... คนในโรงพยาบาลก็เหมือนกัน ชอบทำ "ใบสั่งยา (= การเลือกใช้ยาควรอยู่ในดุลพินิจของหมอ)" ให้กลายเป็น "ใบสั่งแพทย์ (= บังคับ กดดันหมอ)
หมอจบใหม่ไฟแรงท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า พยายามทำงานเต็มที่แล้ว แต่คนไข้ถือว่า ถ้าร้องเรียนอะไร... หมอผิดลูกเดียว มาถึงก็ด่า, ครั้งแรกลาพักผ่อนไป 7 วัน, ครั้งที่สองโดนด่า 2 ครั้งในวันเดียว คราวนี้ยื่นใบลาออกเลย, ลาไปทำคลินิกเสริมสวย ได้ขั้นต่ำเดือนละ 80,000 บาท ค่าคอมฯ (commission = ค่านายหน้า) อีกต่างหาก
ผู้เขียนเคยเห็นคนไข้มะเร็งขั้นสุดท้ายท่านหนึ่งเอะอะอะไรก็โกรธใส่พยาบาล ทำเหมือนพยาบาลมีไว้รองรับอารมณ์ แรงที่มีแสนน้อยก็ยังอุตส่าห์คว้าผ้าก๊อซ ขว้างใส่พยาบาล... คนที่มี "จิตตก" เช่นนี้คงจะหนีอบาย (ภูมิ) ไปได้ยาก เพราะไปโกรธพยาบาลที่มากด้วยกรุณา และที่สำคัญคือ พยาบาลท่านไม่ได้หวั่นไหว ยังคงทำหน้าที่ด้วยดี
สิ่งที่คนไข้มะเร็งควรทำคือ ถ้าเจ็บก็ขอให้บอกว่า "เจ็บเท่านั้นเท่านี้"... พยาบาลจะนำแบบประเมินความปวดมาให้ (ส่วนใหญ่จะเป็นสเกลจาก 0-10) และปรับเปลี่ยนยา ซึ่งควบคุมอาการปวดได้มาก 80-90%, อีก 10-20% คนไข้ควรใช้ยาทำใจ คือ สนใจอาการให้น้อยลง คิดดี-พูดดี-ทำดีให้มากขึ้น... เมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป เช่น เดินไปเดินมา หาความรู้ ฯลฯ อาการมักจะทุเลาลง
ยาส่วนใหญ่ทำให้อาการทุเลาลงได้ 80-90% โดยเฉพาะยาแก้ปวดแบบแรงนั้น... ถ้าให้จนความปวดหายไปเกือบหมด อาจทำให้หยุดหายใจแบบไมเคิล แจ็คสันได้
ปกติหมอจะชอบคนไข้ที่สนใจใฝ่รู้ ค้นคว้า หาข้อมูลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ... แต่ไม่ใช่ฝังใจว่า ถ้าญาติคนหนึ่งเป็นโรค หรือมีอาการคล้ายๆ กัน แล้วไปกดดันหมอให้วินิจฉัย หรือรักษาโรคเหมือนกันไปหมด
[ patient ] > [ เพ้ - เฉิ่น - t ] > noun = คนไข้
[ patient ] > [ เพ้ - เฉิ่น - t ] > adjective = อดทน
[ patience ] > [ เพ้ - เฉิ่น - s ] > noun = ความอดทน
That hospital has too many patients. = โรงพยาบาลแห่งนั้นมีคนไข้มากเกินไป.
Patience is a virtue. = ความอดทน (ขันติ) เป็นคุณงามความดี (virtue = ความดีงาม).
You must be patient! It will be your turn soon. = คุณต้องอดทน! คิวของคุณ (turn = คิว จังหวะ ตา ที เช่น เวลาเล่นหมากรุกต้องผลัดกันเล่น ทีใครทีมัน ฯลฯ) รอไม่นาน (soon = ในไม่ช้า)
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า>23สค.52.
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.