ไขกระดูก-ร่วมด้วยช่วยกันปลูกได้


เดลินิวส์ 23 สิงหาคม 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ขอความกรุณาแวะไปให้กำลังใจ "เดลินิวส์" โดยอ่านข่าว สาระบันเทิง หรือคลิกโฆษณากันครับ > [ เดลินิวส์ ]

[ ข้อความคัดลอก ]> [ เดลินิวส์ ]

ความหวังของผู้ป่วยโรคเลือด

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันคงจะลำบากมากขึ้น หากมีโรคร้ายต่าง ๆ รุมเร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรค  ที่เกี่ยวกับเลือด !!
    
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางเม็ดเลือด รวมไปถึง โรคทางพันธุกรรมและโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคเลือดจางเรื้อรังทางกรรมพันธุ์ โดยพบผู้ป่วยกว่า 600,000 คน และในแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 12 คนต่อเด็กเกิดใหม่ทุก ๆ 1,000 คน อีกทั้งยังมีผู้ที่เป็น  พาหะธาลัสซีเมียอีกมากกว่า 20 ล้านคน 
    
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด พร้อมทั้งทำการฉายแสงเพื่อฆ่าเซลล์ที่ผิดปกติ แต่จะมีผลข้างเคียงมาก เช่น ผิวหนังไหม้ ผมร่วง ภูมิคุ้มกันถูกทำลาย

ซึ่ง วิธีเหล่านี้ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้โรคบรรเทาลงได้เท่านั้น ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งต้องทำ ควบคู่ไปด้วยกันเพื่อที่จะทำลายให้โรคร้ายหายไปอย่างเด็ดขาด

นั่นคือ “การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก” หรือในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของ  “การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต” หรือ สเต็มเซลล์ (Stem Cell)
    
รศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง กุมารแพทย์ หน่วยโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ภาควิชากุมารแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายถึง การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตให้ฟังว่า

เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาโรคเลือด หรือโรคทางโลหิตวิทยา ซึ่งโรคที่มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแล้วหายขาด ได้แก่

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคซีดพันธุกรรมธาลัสซีเมีย โรคไขกระดูกฝ่อ และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด 
    
“สมัยก่อนเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดโลหิต ได้มาจากไขกระดูก จึงเรียกว่า การปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ในปัจจุบันเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ได้จาก หลอดเลือด จากสายสะดือทารกแรกเกิดด้วย ทำให้ปัจจุบันเรียกรวม ๆ ว่า การเปลี่ยนถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต”
    
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ทำได้โดย เริ่มแรก หาผู้บริจาค ซึ่งจะนำมาใช้ได้นั้นจะต้องเป็นคนมีเนื้อเยื่อ  ที่เรียกว่า เอชแอลเอ (HLA) ตรงกัน ทำได้โดยการเจาะเลือดแล้วมาตรวจดูเนื้อเยื่อ ถ้าตรงกันจึงจะเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคมาให้กับคนไข้ 
    
คนที่จะมีเอช แอลเอ หรือเนื้อเยื่อตรงกัน ส่วนใหญ่จะได้มาจาก พี่น้องที่มาจากพ่อแม่   เดียวกัน เพราะการถ่ายทอดเนื้อเยื่อเป็นการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ คือ

จากพ่อครึ่งหนึ่งและแม่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งโอกาสที่พี่น้องแต่ละคนจะเหมือนผู้ป่วยมีอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ครอบครัวที่มีลูกคนเดียวที่ป่วยเป็นโรคนี้ก็ลำบาก บางครอบครัวมีลูกหลายคนแต่ตรวจแล้วไม่ตรงกันเลยก็มี

ส่วนโอกาสที่ลูกจะเหมือนพ่อกับแม่นั้น ตามทฤษฎีแล้วไม่น่าจะมี เพราะว่า ลูกจะเหมือนพ่อครึ่งหนึ่งและแม่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งโอกาสที่จะตรงกันมีเพียง 1-4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น 
    
นอกจากนี้จะได้จากบุคคลอื่น ซึ่งผู้บริจาคจะมีเนื้อเยื่อตรงกับผู้ป่วยในอัตรา 1 ต่อ 50,000 คน โดยในประเทศไทยมีแหล่งของผู้บริจาค คือ สภากาชาดไทย รวมทั้ง โรงพยาบาลรามาธิบดี

เมื่อได้เนื้อเยื่อที่ตรงกันแล้ว จะนำผู้ป่วยที่พร้อมจะปลูกเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต มาอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งไม่ใช่ห้องผ่าตัด

เพราะการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต คือ การล้างไขกระดูกของเก่าที่ผู้ป่วยเป็นโรคออก ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด พร้อมกับยากดภูมิคุ้มกัน

ในบางรายอาจจะต้องมีการฉายแสงร่วมด้วย เพื่อทำลายเซลล์ไขกระดูกเดิมที่มีความผิดปกติจากร่างกายผู้ป่วยให้หมด โดยใช้เวลา 1-2 อาทิตย์
    
เมื่อไขกระดูกเก่าของ   ผู้ป่วยตายหมดแล้ว จากนั้นจะนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคมาให้กับผู้ป่วยเข้าทางเส้นเลือด ตรงนี้จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
    
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแล้ว จะอยู่ในห้องปลอดเชื้อต่อไปอีกประมาณ 1-2 เดือน รอจนกว่าเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคเข้าไปสู่ร่างกายของผู้ป่วยแล้ว

เริ่มมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่รวมไปถึงการสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ให้แก่ผู้ป่วย เมื่ออาการดีขึ้นจึงจะย้ายออกมาอยู่ห้องปกติได้ และหากเข้าสู่สภาวะปกติก็สามารถกลับบ้านได้แต่ต้องมาตรวจเป็นระยะ ๆ

“การเปลี่ยนถ่ายเซลล์ ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเปรียบเสมือนการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา ซึ่งทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และมีโอกาสสำเร็จในการเปลี่ยนถ่ายประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่า ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้โดยไม่ต้องใช้ยาอื่น ๆ อีกเลย หลังจาก 6 เดือนไปแล้ว ซึ่งจะไม่เหมือนการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไต ตับ หัวใจ ซึ่งต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ซึ่งยังต้องมีค่าใช้จ่ายต่อไปอีก”
    
ถึงแม้การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด และมีผลที่แน่นอน แต่ยังมีผู้ป่วย ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้อีกมากมายหลายร้อยคน

เพราะการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีค่า ใช้จ่ายสูงมากในทุก ๆ ขั้นตอน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800,000- 900,000 บาทต่อราย
    
ด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่าย จึงทำให้ผู้ป่วยอีกหลายร้อยคนรอคอยความหวังว่า สักวันจะมีใครบางคนหยิบยื่นโอกาสและช่วยเหลือเพื่อที่พวกเขาได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โครงการ “เปลี่ยนถ่ายไขกระดูก เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ” จึงถูกจุดประกายขึ้น โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะหาทางและหาทุนช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 
    
รวมถึงการตั้งปณิธาน อันแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้ครบ 79 ราย เพื่อนำถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

อีกทั้ง เพื่อมุ่งสร้างให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก และการบริจาคไขกระดูกให้กับผู้ป่วย รวมถึงวิธีป้องกันของโรคทางโลหิตวิทยา ตลอดจน หาทุนเพื่อผู้ป่วยที่ยากไร้

จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมกันบริจาคเงิน เพื่อเป็น  ทุนค่ารักษาให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังประสบปัญหา โดยบริจาคได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารามาธิบดี บัญชีออมทรัพย์ “ทุนโครงการปลูกถ่ายไขกระดูก” เลขที่บัญชี 026-4-36802-0 โทร. 0-2201-1495
    
หรือซื้อบัตรเข้าชมละครตลกการกุศล “Return of the Last Day Show : Will I Survive?” ซึ่งจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนโครงการ เปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อช่วยเหลือในการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกให้แก่ผู้ป่วยยากไร้ต่อไป

โดยจะเปิดการแสดง 7 รอบ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม และ 4-5 กันยายนนี้ เวลา 15.00 น. และ 20.30 น. ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ถนนรางน้ำ บัตรราคา 3,000/2,000/ 1,500/1,200/1,000/800/500 บาท จองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร.0-2262-3456 หรือ www.thaitic- ketmajor.com. 

หมายเลขบันทึก: 290391เขียนเมื่อ 23 สิงหาคม 2009 13:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 01:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

 

สเต็มเซลล์จัดตามแหล่งที่ได้มาเป็นสองชนิดคือ

  • สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บส่วนของ inner cell mass จากตัวอ่อนของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะ blastocyst
  • สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่นจาก ไขกระดูก เลือด ผิวหนัง ฟันน้ำนม เป็นต้น

มีข้อมูลอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องไฮเทคนี้นะคะ
ส่วนที่คัดลอกข้างบนมาจาก วิกิพีเดีย ค่ะ

แต่มีบทวิจัยฉบับหนึ่งพูดถึงสมมุติฐานที่ว่า ถ้าใช้สเต็มเซลล์(และหรือการตัดต่อยีนส์-Gene therapy)รักษามะเร็งหรือโรคร้ายชนิดหนึ่ง จะมีส่วนเกี่ยวพันกับการเกิด มะเร็งอีกชนิดหนึ่ง(ชนิดใหม่)หรือไม่ ในวารสารฉบับหนึ่ง ยังไม่ได้ค้นค่ะ

น่าสนใจมากทีเดียว ค่ะ เรื่องนี้

ขอบคุณค่ะอาจารย์

น่าสนใจมากๆ ครับเรื่องนี้ / สิงคโปร์วางแผนจะเป็นศูนย์กลางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ และไขกระดูกในภูมิภาค // ปี 2551 ใครเป็นคนที่นั่น + คลอด + บริจาคสายสะดือ จะได้เงินประมาณ 6+ แสนบาท // บางทีอาจจะเป็นการจ้างให้มีลูกก็เป็นได้..........

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี