เมืองขุขันธ์ในอดีต

          บริเวณที่ตั้งของเมืองขุขันธ์ในอดีต    คือ เมืองโคกขัณฑ์ โคกขัน ขุขันธ์ หรือ เมืองโคกลำดวน ที่ตั้งของเมืองขุขันธ์โบราณ หรือ
ปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน        สันนิษฐานว่าอยู่ในบริเวณที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้       เพราะพบแท่นโยนีลิงค์หรือ ฐานโยนี
ที่ทำด้วยศิลาแลงกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณเมืองขุขันธ์ในปัจจุบันหลายแห่ง             แท่นโยนีลิงค์นี้เป็นรูปเคารพของชาวขอมโบราณ
ที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากในพุทธศตวรรษที่๑๒ -๑๔ แท่นโยนีลิงค์ในบริเวณเมืองขุขันธ์      พบอยู่บริเวณ
ที่ตั้งของเมืองขุขันธ์ในอดีตบริเวณวัดเจ็ก ในตัวอำเภอขุขันธ์ปัจจุบัน ประกอบกับปราสาทตาเล็ง ศิลปะขอมแบบบาปวน     ซึ่งมีอายุราว
พ.ศ. ๑๕๖๐ - ๑๖๓๐ แท่นโยนีลิงค์ที่บ้านปราสาทใต้ห่าง จากอำเภอขุขันธ์ปัจจุบันประมาณ ๗ ก.ม.    ปราสาทเก่าอยู่บริเวณตะวันออก
ของโรงเรียนปรือใหญ่วิทยบัลลังก์ ปัจุจบันพระ ครูประกาศธรรมวัตร เจ้าอาวาสวัดบ้านตะเคียนราม         ได้สั่งเคลื่อนย้ายแท่นโยนีลิงค์
หรือ ฐานโยนี มาไว้ที่หน้าอุโบสถวัด บ้านตะเคียนราม     นอกจากนี้หลักฐานทางเอกสารได้กล่าวถึงเมือง ขุขันธ์      ว่าเป็นชุมชนโบราณ
เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นทางผ่านของเส้นทางการสร้างปราสาทมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรฟูนัน (Funan) อาณาจักเจนละ (Zhenla)
และอาณาจักขอม (Khmer) ในสมัยเมืองพระนครคือ นครวัด นครธม เป็นเส้นทางมิตรภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เดินทางไปมาหาสู่กันจากดินแดนแห่งทะเลสาบ มายังภาคอีสานของประเทศไทยตลอดมา หลักฐานทางเอกสารมีดังนี้

         ๑. เมืองขุขันธ์ เป็นคำที่ชาวขอมโบราณเรียกบริเวณที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้ว่า
เมือง "โคกขัณฑ์ " ตามพจนานุกรมเขมรฉบับพุทธศาสนบัณฑิตซึ่งมีประกาศให้จัดทำขึ้น เมื่อ
วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ในหน้า ๑๓๘๔ เรียกเมืองขุขันธ์ว่า “ เมืองโคกขัณฑ์ ” เป็นเมือง
คู่กันกับเมืองสุรินทร์ ซึ่งมีประชาชนส่วนใหญ่ยังพูดภาษาเขมร และรักษาขนบธรรมเนียม
ของตนเองอยู่ " ซรกโคกขัณฑ์ " ในสำเนียงเขมรหรือเมืองขุขันธ์ เป็นชุมชนโบราณมานาน
นับพันปีแล้ว คำว่า “ขุขันธ์” จึงมาจากคำว่า “โคกขัณฑ์” ซึ่งได้เขียนเป็นขุขันธ์ดังที่ปรากฏ
ในปัจจุบันนี้

โคกขัณฑ์ เป็นดินแดนมีที่มีอาณาเขตกว้างขวาง เป็นชุมชนหนึ่ง ที่เป็นทางผ่านของ
การเดินทางในเส้นทางของการสร้างปราสาทของกษัตริย์ขอมมาแต่โบราณ ต่อมาทางราชสำนัก
ของไทยเรา ใช้เรียกผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณชุมชนแถบนี้ว่า "เขมรป่าดง"

          ๒ .เมืองขุขันธ์ หรือ บริเวณขุขันธ์ เป็นที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้ ในอดีตเคย
เป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏหลักฐานใน "หนังสือประวัติศาสตร์เขมร " ภาคที่๑ -๒
เขียน โดย ตรึง เงีย หน้า ๑๔๓ ปรากฏมีเมืองขุขันธ์ (เขตโคกขัน) เขียนเป็นภาษาเขมรตามอักขระว่า
“โคกขัน” ในตอนต้นกรุงศรีอยุธยาก่อนกรุงละแวกแตก ในสมัยก่อนที่สมเด็จพระนเรศวร
ตีเมืองละแวกได้ ซึ่งขณะนั้นกษัตริย์เขมรผู้ครองกรุงละแวก คือ พระจันทราชา ครองเมืองละแวก
ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๕๙ - ๒๑๐๙

         ๓. ต่อมาชาวเขมรเรียกเมืองขุขันธ์ ว่า “ขุขันธ์” ดังเนื้อความตามแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ในหนังสือ ศิลปและวัฒนธรรม (Art &culture) วันที่ ๑
มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ (ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๕) เขียนโดย ศานติ ภักดีคำ ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออกคณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร (E-mail : [email protected] Copyright by Matichon Public Co.,Ltd. Design by Matichon Information Center)
ว่า “ในการที่ไทยต้องคืนจังหวัดเสียมราฐ พระตะบอง ให้ฝรั่งเศสไปว่า “แผ่นดินเขมรได้กลับคืนมาสู่เขมรด้วยความช่วยเหลือของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ สยาม
คืน สตึงเตรง มลูไพร และทนเลเพา และในปี ค.ศ.๑๙๐๖ สยามคืนพระตะบอง และเสียมเรียบอีก สยาม ได้ เมืองสุรินทร์ บุรีรัมย์ ขุขันธ์”

เมืองขุขันธ์ จึงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุนานนับพันปีที่ชาวขอมโบราณ ใช้เรียกบริเวณที่เป็นเมือง ขุขันธ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์

ในปัจจุบันนี้ว่าเมือง "โคกขัณฑ์ " ในเวลาต่อมาชาวเขมรในสมัยกรุงละแวกของพระจันทรราชา (พ.ศ. ๒๐๕๙ - ๒๑๐๙) เรียกว่า เมือง “โคกขัน” และเขมรในรัฐอารักขา
ของฝรั่งเศส ได้เรียกบริเวณที่เป็นอำเภอขุขันธ์ในปัจุบันนี้ว่า เมืองขุขันธ์
เมืองขุขันธ์ มีเจ้าเมือง ระดับ “พระยา” มาถึง ๙ ท่าน ตำแหน่ง “พระยา” ใช้ธรรมเนียมคล้ายกันกับธรรมเนียมของเขมร ตำแหน่ง “ออกญา” ที่เรียกว่า

"สดาจ่กราญ่" หรือ “พระยา ” มีอำนาจเด็ดขาด สามารถสั่งประหารชีวิตคนที่มีโทษถึงประหารได้ และมีดาบประจำตำแหน่งสำหรับใช้ประหารชีวิตนักโทษด้วย
เจ้าเมืองขุขันธ์ทุกท่านต่างก็ได้รับดาบประจำตำแหน่งเล่มนี้ทุกคนที่ประหารชีวิตนักโทษในบริเวณเมืองโคกขัณฑ์ (ขุขันธ์) อยู่ที่บริเวณโรงเรียนศรีประชานุกูล
ในปัจจุบัน (อนุบาลศรีประชานุกูล) ระหว่างบ้านบกกับโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ซึ่งชาวเมืองโคกขัณฑ์(ขุขันธ์)เรียกบริเวณนี้ว่า “เวียลตาย” คำว่า “เวียล” เป็นภาษาเขมร
แปลว่า ทุ่ง ท้องทุ่ง ที่ราบโล่ง ส่วนคำว่า “ตาย” เป็นภาษาไทยแปลว่า สิ้นใจ สิ้นชีวิต สิ้นสภาพของการมีชีวิต "เวียลตาย" ก็คือบริเวณที่ใช้ประหารชีวิตนักโทษหรือ
ทุ่งที่ใช้ประหารนักโทษบางครั้งชาวบ้านก็ยังเรียกบริเวณนี้ว่า “บุหลวง” คำว่า “บุ” (บุะ) เป็นภาษาเขมร หมายถึง ไร่ที่ถูกทิ้งร้างไป ป่าละมาะที่ถูกทิ้งร้าง
หลังจากที่ชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย "หลวง" เป็นคำไทย หมายถึง เป็นของรัฐบาล เป็นของทางราชการ เขมรใช้คำนี้โดยเขียนตามไทย ว่า "หลวง" อ่านว่า "หลวง"

ความหมายก็ตรงกับภาษาไทย คำว่า “บุหลวง” ก็คือ ป่าละเมาะของทางราชการ หรือ ที่ดินหลวงนั่นเอง “พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน” เจ้าเมืองขุขันธ์
ทั้ง ๙ ท่าน ได้ใช้บริเวณ "เวียลตาย" หรือ “บุหลวง” เป็นสถานที่สำหรับใช้ประหารนักโทษ ถึงประหารในบริเวณป่าละเมาะแห่งนี้มาตลอดมา ผู้ที่ได้ตำแหน่ง
“ออกญา” ที่เรียกว่า “สดาจ่ กราญ่” หรือ “พระยา” จะได้รับศาสตราวุธ และยุทโธปกรณ์ ดังต่อไปนี้
ศาสตราวุธ ไดเแก่ (๑) พระขรรค์ (๒) ธนู (๓) หน้าไม้ (๔) โนน คล้ายหอก แต่ปลายด้ามมีพู่ (๕) ดาบสั้น ดาบยาว (๖) พร้าด้ามยาว
(๗) หอกสั้น หอกยาว (๘) พลอง (๙) เขน (๑๐) กริช (๑๑) ปืนสั้น ปืนยาว
ยุทโธปกรณ์ คือ (๑) เสื้อเกราะ (๒) เสื้อยันต์ (๓) ผ้ายันต์ (๔) ธงชาติ (๕) ธงมหาราช (๖) ธงชัย (๗) กลองชัย (๘) ฆ้องชัย (๙)กลองแขก

(จาก"ประวัตศาสตร์เขมร ภาคที่ ๑-๒" โดย ตรึง เงีย หน้า หน้า ๑๗๙ -๑๘๐)
เมืองขนาดใหญ่ในสมัยโบราณที่ขึ้นต้นด้วย โคก มีอยู่ ๓ เมืองนครโคก คือ โคกทะโหลก โคกตะแบง และโคกลำดวน หรือ ที่เจ้าของชุมชนโบราณเรียกตัวเอง
ว่า "โคกขัณฑ์" ดังนี้
(๑) โคกทะโหลก เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนัน หรือ อาณาจักรพนมในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ จนถึงราว พ.ศ. ๑๑๐๐ มีเมืองหลวงชื่อ
“ นอกอ โคกทะโหลก” แปลว่า นครเนินต้นพอก ( โคก เป็นภาษาเขมร แปลว่า ที่สูง เนินสูง ที่ราบสูง , ทะโหลก แปลว่า ต้นพอก) โคกทะโหลก หมายถึง บริเวณ

ที่สูงที่มีต้นพอกขึ้นหนาแน่น บริเวณที่ราบสูงที่มีต้นพอกขึ้นชุกชุมบริเวณป่าสูงที่เต็มไปด้วยหมู่ต้นพอก “ โคกทะโหลก” เมืองนี้ตั้งอยู่แถบเมืองบาพนมใน
จังหวัดเปร็-ยเวง ในประเทศกัมพูชา และจังหวัดออกแอ้ว (Oc-Eo) ในประเทศเวียดนาม อันเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน
(๒) โคกตะแบง เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทเกาะเกริ์ ในสมัยพระเจ้าไชยวรมันที่ ๔ น้องเขยของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ พ.ศ. ๑๔๗๑-๑๔๘๕ อยู่ใน
จังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชาในปัจจุบันนี้ “โคกตะแบง” หมายถึง บริเวณเนินต้นตะแบง เป็นบริเวณที่มีต้นตะแบงขึ้นชุกชุมบริเวณป่าสูงที่เต็มไปด้วยต้นตะแบง
ปราสาท เกาะเกริ์เข้าใจ ว่าเป็นปราสาทองค์เดียวในกัมพูชาที่สร้างเป็นรูปปิระมิด ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยปราสาทองค์เล็กจำนวนมาก และในปราสาทองค์เล็ก
หลายองค์พบแท่นโยนี และศิวลิงค์ขนาดใหญ่มากเป็นศิวลิงค์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

(๓) โคกลำดวน หรือบริเวณโคกขัณฑ์ เป็นชุมชนโบราณอยู่ในบริเวณที่ราบสูงเทือกเขาพนมดงเร็กกับภาคอีสานของไทย โคก=เนิน ที่ราบสูง
ขัณฑ์ = ดินแดน โคกขัณฑ์ คือ บริเวณที่ราบสูงเลยเทือกเขาพนมดงเร็กขึ้นมายังภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน
ชุมชนโบราณแถบนี้ เจ้าของพื้นที่เรียกว่า "โคกลำดวน" อันเป็นบริเวณที่มีต้นลำดวนขึ้นอยู่โดยทั่วไป เป็นบริเวณที่มีต้นลำดวนขึ้นชุกชุม เพื่อเป็นการบ่งบอก
ถึงภูมิประเทศของเมืองหรือชุมชนดังกล่าว จึงใช้คำว่า "ศรีนครลำดวน" เป็นสร้อยต่อท้ายราชทินนามของเจ้าเมืองขุขันธ์ทั้ง ๙ ท่าน เพราะว่าเมืองขุขันธ์ หรือ
แดน “โคกลำดวน” เป็นเมืองเก่าแก่มานานนับพันปีแล้ว

ฉะนั้น "โคกลำดวน" คือบริเวณที่ชาวชุมชนโบราณเรียกว่า "โคกขัณฑ์" ชาวกรุงละแวกในสมัย พระจันทราชา (พ.ศ.๒๐๕๙ - ๒๑๐๙) เรียกว่า
"โคกขัน" และในเวลาต่อมาชาวชุมชนโคกลำดวนได้เรียกบริเวณนี้ว่า “ขุขันธ์” ก็คือ บริเวณเมืองขุขันธ์อันเป็นบริเวณที่ตั้งของอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้ โดยมี
เจ้าเมืองทั้ง ๙ ท่าน หรือ พระยา ขุขันธ์ทั้ง ๙ ท่าน ก็ได้ปกครองบ้านเมืองในราชทินนาม "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" อยู่ที่นี่ตลอดมา