"เป็นการทำให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นปัจจุบันให้ดีและถูกต้องที่สุด"

ฤดูฝนและฝนตกดูจะเป็นธรรมชาติกับฤดูกาลที่มีความหมายต่อทุกอย่างของชาวบ้านมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อกำลังผ่านหน้าแล้ง ฝนตกหน้าแล้งก่อนจะข้ามฤดูกาลไปสู่หน้าฝนที่จะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างทั้งน้ำท่าและข้าวปลาอาหารนั้น เป็นสิ่งที่กำกับเราให้ขวนขวายไปรองน้ำฝนใส่โอ่งเพื่อใช้ดื่มกินและเก็บไว้ใช้จนถึงฤดูฝนถัดไป

                          

การรองน้ำฝนในตอนกลางวันจะเป็นเรื่องสนุก แต่ในระยะที่ต้องมีหลักประกันการมีน้ำดื่มกินให้ถึงฤดูฝนนั้น ไม่ว่าฝนจะตกลงมาตอนไหน พ่อและพวกผมก็จะต้องลุกขึ้นมารองน้ำฝน แม้จะหนาวและขี้เกียจอย่างไรก็ต้องไม่รีรอ เพราะเรารู้ไม่ได้ว่าฝนจะตกมากน้อย หรือจะตกอีกเมื่อไหร่ เป็นการทำให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นปัจจุบันให้ดีและถูกต้องที่สุด

หากเป็นตอนกลางวัน  พวกผมก็จะออกไปเล่นน้ำฝนกลางชานบ้าน ขัดพื้น และยืนแหงนหน้ารับน้ำฝน เป็นที่สนุกสนาน สลับกับต้องช่วยกันอย่างแข่งกับฝนตก บ้างก็กวาดและล้างใบไผ่และใบไม้จากรางน้ำ บ้างก็ล้างโอ่ง เสร็จแล้วก็ใช้รองน้ำฝนโดยคว่ำทีละโอ่งเพื่อไม่ให้เป็นการเทน้ำเก่าทิ้งแล้วกลายเป็นฝนตกแล้วหยุด เหลือแต่โอ่งเปล่า

ชาวชนบทในอดีต มีความเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ทุกอย่างดำเนินไปกับฤดูกาลและกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ มนุษย์ต้องปรับตัวให้สอดคล้องและขึ้นต่อธรรมชาติ ดังนั้น กระบวนการทางสังคมกับการดำเนินไปของธรรมชาติก็จะมีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง และสื่อสะท้อนซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด

ในวัฒนธรรมของชุมชนอิสาน มีหลักฮีตสิบสองกับคองสิบสี่   ฮีตสิบสอง เป็นการทำบุญต่างๆในแต่ละเดือน ๑๒ เดือน ของ ๓ ฤดูกาลและรอบ ๑ ปี เพื่อบ่มเพาะจริยธรรม คุณธรรม และความดีงามของผู้คนและชุมชนให้มีความงอกงามเป็นปรกติสุข ส่วนคองสิบสี่ ก็เป็นข้อห้ามและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ซึ่งเมื่อพิจารณาลงไปในสาระสำคัญแล้ว ก็จะเห็นถึงการมีธรรมชาติและฤดูกาลเป็นเหตุผล 

ฤดูกาลชีวิต จึงเป็นการเรียนรู้พอเพียงที่จะอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ.