จากบันทึกการจัดโปรแกรมสำหรับกรณีศึกษาที่เคยได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้าและได้มาเข้าโปรแกรมกิจกรรมบำบัดครบ 6 ครั้ง

ผมได้นัดสนทนากับกรณีศึกษาโรคซึมเศร้า ตามหลักกิจกรรมบำบัดด้วยกระบวนการคิดจัดการความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ วิธีการพัฒนาความสุขในการทำงาน วิธีการพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตทำกิจกรรมยามว่างอย่างพึงพอใจ วิธีการจัดรูปแบบการทำกิจวัตรประจำวันที่ส่งผลต่อการพักผ่อน วิธีการจัดการผ่อนคลายความเครียดที่หลากหลาย และวิธีการค้นหาวิธีจัดการอารมณ์และพฤติกรรมจากอาการต่างๆ เช่น ย้ำคิดย้ำทำ วิตกกังวล ไม่มั่นใจในตนเอง

เราสรุปกันว่า ความก้าวหน้าของการเข้าโปรแกรมนี้ คือ กรณีศึกษารู้สึกได้รับประโยชน์เกือบ 30% ในการฝึกฝนตนเองเกี่ยวกับความคิดผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน (เช่น อัดเสียงสะกดจิตให้นอนหลับดี ฟังมนตราบำบัด เขียนไดอารี่ทบทวนความคิดต่อกิจวัตรประจำวันแบบย้อนกลับ) และความคิดในการนึกกิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์ (เช่น พับนกหลากสี อัดเสียงเล่านิทานให้คนตาบอดฟัง ทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อน)

อีก 70% กรณีศึกษาเล่าว่า ยังคงรู้สึกไม่สดชื่นเลยเมื่อต้องตื่นนอนไปทำงานที่ซ้ำๆ ทุกวัน รู้สึกไม่มีเวลาพักผ่อนและต้องนอนดึก เบื่อที่ต้องอยู่กับโรคนี้ ไม่อยากพบพปะเพื่อนที่ทำงาน อยากอยู่คนเดียว และคิดว่าตนเองยังมีโรคซึมเศร้าอยู่ตลอดไป ได้ลองไปหาจิตแพทย์คนที่สาม (นับจากคนแรกที่ให้ยาแรงมากจนนอนไม่หลับ กับคนที่สองลดขนาดยาลงและทำจิตบำบัด) ซึ่งได้รับยาตัวใหม่ในขนาดเท่าเดิมและขอนัดผลเพื่อปรับยาตามอาการที่ไม่ดีขึ้น โดยไม่มีการแนะนำเกี่ยวกับจิตบำบัดหรือกิจกรรมบำบัดใดๆ  

ผมจึงค่อยๆ ให้คำปรึกษาเป็นประเด็นไป ได้แก่

1. กรณีศึกษายังคงแสดงอาการวิตกกังวลมากเกินไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่พัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้ และควรได้รับการยืนยันจากการเข้าไปทำแบบสอบถามสภาวะโรคซึมเศร้าจากกรมสุขภาพจิต และการตรวจวินิจฉัยจากจิตแพทย์ จะเห็นว่าทุกครั้งที่กรณีศึกษาไปปรึกษาจิตแพทย์นั้น ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาที่มีขนาดเท่าเดิม (ทานวันละมื้อ ขนาด 20 mg) ซึ่งอาจมีหรือไม่มีผลต่อการลดอาการของโรคซึมเศร้า แต่ไม่มีการสนทนากับจิตแพทย์ว่ากรณีศึกษายังคงมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือลดลงมาเหลือแค่โรควิตกกังวลจนถึงโรคเครียด สถานการณ์นี้ผมจึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กรณีศึกษาเข้าใจผลกระทบของโรคต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต หากการดำเนินของโรคยังคงที่ อาการนอนไม่หลับไม่น่าจะดีขึ้นหลังจากทำกิจกรรมบำบัดด้วยเทคนิคที่กรณีศึกษาได้ฝึกฝนข้างต้น

2. กรณีศึกษายืนยันเองว่า "ไม่อยากไปทำงาน" โดยลืมฝึกฝนเทคนิคทางกิจกรรมบำบัดที่เรียนรู้ไป เช่น การนอนหลับตานึกถึงความรู้สึกลึกๆ และบันทึกบอกตนเองว่าจะวางแผนให้ทำงานอย่างไรในวันนี้ให้มีความสุข และยังคงกลัวที่จะทำกิจกรรมทางสังคมกับเพื่อนๆ ร่วมงาน โดยกังวลว่าอาการยังไม่ดีขึ้นจะคุยกับเพื่อนๆ ได้อย่างไร ผมจึงตั้งคำถามให้กรณีศึกษาคิดว่า "แล้วจะรอให้อาการให้ดีขึ้น 100% เมื่อไรกันถึงจะกล้าเข้าไปคุยกับเพื่อนๆ" กรณีศึกษาคิดและตอบว่า "ยังสับสนว่าทำไมต้องคิดแต่โรคที่เป็นอยู่ ทำไมไม่สามารถวางแผนกิจกรรมที่มีคุณค่าในชีวิตได้" ผมจึงตอบว่า "การฝึกทบทวนตนเองในแต่ละวันจะทำให้เราเบี่ยงเบนจากความวิตกกังวลเรื่องโรค และคอยวางแผนว่าจะทำอะไรให้ตนเองมีความสุข"

3. กรณีศึกษาเริ่มทบทวนตนเองและบันทึกการบ้านให้ตนเอง ก่อนที่จะมาพบ ดร.ป๊อป อีกครั้งเมื่อกรณีศึกษาได้ค้นพบกิจกรรมที่เติมเต็มความสุขให้ชีวิตของตนเอง

ภายหลังการเข้าโปรแกรมนี้....กรณีศึกษาบันทึกว่า...

"เราต้องหากิจกรรม 10 กิจกรรมที่ชอบทำ มาให้อาจารย์ ต้องหาเวลาเพื่อ Break ตัวเองด้วย เช่น การลาพักร้อนไปเที่ยวไปหาสถานที่ที่เราชอบไป ต้องอยู่กับตัวเราให้มากขึ้น คือ ถ้าเวาลาคิดอะไรขึ้นมาที่เป็นกังวลก็ต้องบอกตัวเราว่า ฉันต้องทำได้ ส่วนเรื่องเวลาที่ตื่นขึ้นมา ถ้ารู้สึกไม่ดี ก็ต้องบอกตัวเราว่า ฉันต้องไปทำงาน ฉันต้องไปทำหน้าที่ของฉันนะ"