ในข้อกำหนดให้มหาวิทยาลัยที่อยู่ในข่ายได้รับการสนับสนุนให้เข้าอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ    ระบุให้มีการจัดทำแผนหลัก ที่ประกอบด้วยแผนกลยุทธ แผนปฏิบัติการ และแผนอื่นๆ    ผมจึงได้โอกาสเสนอความเห็นเชิงอคติของผม   ว่าผมไม่อยากเห็นการเสนอแผน และพิจารณาแผนแบบตายตัว    แต่อยากเห็นการใช้แผนที่มีชีวิต ในการขับเคลื่อนขบวนการมหาวิทยาลัยวิจัยครั้งนี้   โดยที่ผมไม่รับรองว่าความคิดเห็นของผมถูกต้อง

          ผมมองแผนเป็นทาสหรือเป็นเครื่องมือ ในการทำงานให้ไม่เปะปะ  ให้มีโฟกัส  มีการคิดอย่างรอบคอบ และอย่างเป็นระบบ   ผมมองว่ากระบวนการวางแผนหรือกำหนดแผน สำคัญกว่าหรือสำคัญเท่าๆ กับตัวแผนที่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ    เพราะผมมองว่า มันเป็นกระบวนการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและเหมาะสม   เป็นกระบวนการที่เข้มข้นจนผู้คนที่เรียกว่า participants เกิด shared purpose / shared vision   อันนำไปสู่ commitment / engagement ของผู้คนที่เกี่ยวข้อง

          ดังนั้น plan ไม่สำคัญเท่า process   ซึ่งทำให้ purpose ชัด  และ participants เกิด commitment

          การทำแผน จึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ได้แผนส่ง สกอ.   แต่เพื่อเตรียมจัดทัพไปสู้ศึกใหญ่  เพื่อเอาชนะความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก   ศัตรูร้ายคือความเคยชิน ผลประโยชน์ และวัฒนธรรมที่เป็นแรงต้านการเปลี่ยนแปลง   เป็นการส่งสัญญาณไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย (และสังคมไทย) ว่าเรากำลังจะทำงานอะไรให้แก่บ้านเมือง

          ผมมองว่าโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ต้องไม่ทำงานภายใต้ระบบที่ตายตัว (mechanical systems)  แต่ต้องทำงานโดยใช้ระบบที่มีชีวิต (living systems / organic systems / chaordic systems)    ซึ่งหมายความว่า แผนที่เสนอไว้ต้องเป็นแผนที่ปรับได้   โดยมีเงื่อนไขว่า ที่ปรับใหม่นั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม  คือมีคุณภาพสูงกว่าเดิม  เชื่อมโยงกว้างขวางกว่าเดิม  มีผลดีต่อบ้านเมืองมากกว่าเดิม   ไม่ใช่ขอปรับแผนเพื่อลดผลลัพธ์หรือผลกระทบ เพราะเพิ่งมาพบว่าทำไม่ไหว หรือพบอุปสรรค

          ภายใต้ระบบที่มีชีวิต เมื่อลงมือทำงาน จะค่อยๆ มองเห็นโอกาสในการทำงานสร้างสรรค์มากขึ้น เกิดผลดีเพิ่มขึ้น   หากเราไปยึดมั่นถือมั่นอยู่กับแผนในกระดาษ   ก็จะละเลยโอกาสนั้นไป   เท่ากับเราไม่ให้คุณค่าของความสร้างสรรค์ที่เกิดจากสภาพที่ทำงานอย่าง “ใจเปิด” ต่อการเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา

          ผมอยากเห็นการทำงานของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ  แบบ “โครงการที่เรียนรู้”   ไม่ใช่โครงการแข็งทื่อ ไร้ชีวิตจิตใจ

          นอกจากประเทศไทยจะได้ผลลัพธ์ ระบบมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก แล้ว    ยังจะได้บทเรียนรู้ว่าด้วยการจัดการโครงการแบบใหม่ ที่เป็นแบบการ “จัดการให้โครงการมีชีวิต” มีการสร้างสรรค์ในระหว่างการทำงาน อีกด้วย

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ส.ค. ๕๒