การอ่านเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิด ความบันเทิงใจ และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่เด็กทั่วไปรวมไปถึงเด็กพิเศษควรได้รับการฝึกฝน ในกลุ่มเด็กพิเศษหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งหมายถึง กลุ่มเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม โดยช่วยเหลือเด็กตามลักษณะความจำเป็น ความสามารถ และความต้องการของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กได้แบ่งกลุ่มเด็กพิเศษแตกต่างกันออกไป หากแบ่งกลุ่มเด็กพิเศษตามความบกพร่องที่พบ โดยใช้แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ จะแบ่งกลุ่มเด็กพิเศษตามความบกพร่องได้เป็น 9 กลุ่มดังนี้
1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และการเคลื่อนไหว
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ และพฤติกรรม
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disabilities)
7. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)
8. เด็กออทิสติก (รวมถึงความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านอื่น ๆ-PDDs)
9. เด็กที่มีความพิการซ้อน
นอกจากนี้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ได้แก่ เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง, เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน, เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเด็กยากจนหรือด้อยโอกาส ก็จัดเป็นเด็กพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษด้วยวิธีการที่แตกต่างตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคนเหมือนกัน
การอ่านสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่อง เป็นการเปิดโลกของการเรียนรู้ ข้อมูล ภาษาและการสื่อสารสำหรับพวกเขา เด็กแต่ละวัย แต่ละกลุ่มก็มีความชื่นชอบและวิธีอ่านหนังสือที่แตกต่างกันไปเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่ความบกพร่องในบางเรื่องของเด็กพิเศษทำให้มีความยากลำบากในการอ่าน โดยมีลักษณะเหล่านี้คือ
1. เรื่องตัวอักษร - เด็กรู้จักตัวอักษรไม่ครบ - เด็กมีความสับสนในการเรียงลำดับตัวอักษร - เด็กแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวอักษรที่ออกเสียงคล้ายกันไม่ได้ 2. เรื่องเสียงกับตัวอักษร - เด็กไม่สามารถเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษร - เด็กมีปัญหาในการอ่านออกเสียง 3. เรื่องคำศัพท์ - เด็กรู้จักคำศัพท์น้อย - เด็กจำคำศัพท์ได้ไม่แม่น 4. เรื่องความเข้าใจในการอ่าน - เด็กมีปัญหาในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน - เด็กไม่เข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน - เด็กไม่สามารถลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่าน - เด็กไม่สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน 5. เด็กไม่เข้าใจตัวย่อหรือคำผสม 6. เด็กอ่านข้าม อ่านเพิ่มหรือสลับตัวอักษร คำ หรือเสียง 7. มีปัญหาทางด้านร่างกาย เช่น มองไม่เห็นหรือมีการมองเห็นที่เลือนราง, สูญเสียการได้ยิน, ความพิการทางระบบประสาทสมอง, และมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว จนเป็นอุปสรรคต่อการอ่าน ผู้ใหญ่จึงต้องมีเทคนิคเพื่อช่วยส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กพิเศษ เพื่อไม่ให้พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการอ่าน โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงหนังสือตั้งแต่ก่อนที่จะหัดอ่าน สร้างบรรยากาศการอ่านให้น่ารื่นรมย์ สนุกสนานขณะอ่านให้เด็กฟัง พยายามเชื่อมโยงการอ่านกับกิจกรรมต่าง ๆ ของเด็ก เช่น การเล่น การสื่อสาร ดนตรี ใช้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว และแนวคิดที่ว่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี คือประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านรวมกัน หรือใช้ประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม เด็กพิเศษแต่ละกลุ่มจึงควรมีสื่อส่งเสริมการอ่านที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามความบกพร่อง เพื่อให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่น ๆ มาช่วยในการเรียนรู้ด้านการอ่าน เช่น
· เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ควรเลือกหนังสือที่อ่านง่าย มีรูปภาพประกอบ ตัวโต ชัดเจน เนื้อหาไม่ยาว ไม่ทึบ เกินไป · เด็กออทิสติกควรเลือกหนังสือที่มีสีสันสดใส มีลูกเล่น เช่น Pop up หรือหนังสือที่เลื่อนไป มาได้ ให้หาภาพที่ซ่อนอยู่ มีเกมในเล่ม ตัวหนังสือไม่ต้องเยอะมาก เพื่อให้เด็กเห็นภาพและเกิดจินตนาการ · เด็กสมองพิการควรเลือกหนังสือที่สัมผัสแล้วปลอดภัย เช่น หนังสือผ้า หนังสือพลาสติกที่ เอาเข้าปากหรือโดนน้ำลายได้ เปิดง่าย มีสีสันสดใส · เด็กที่มีปัญหาทางสติปัญญาหรือมีการมองเห็นแบบลางเลือนควรจะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ตัวหนังสือโต เปิดดูได้ง่าย ภาพมีสีตัดกันชัดเจน รวมทั้งหนังสือในรูปแบบเทป และ DVD ที่อ่านเสียงดัง ๆ ให้เด็กฟัง (Talking books) เป็นต้น ปัจจุบันยังมีสื่อที่ช่วยส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย อาทิเช่น โปรแกรมซอฟแวร์และ DVD ที่ช่วยให้เด็กเรียนสะกดคำ, ฟังเสียง, นับพยางค์, นวัตกรรมที่ใช้เพลงและการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ามาส่งเสริมการอ่าน สื่อที่สมบูรณ์แบบช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กพิเศษในด้านต่างๆ สามารถเข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ และการฝึกคิดอย่างเป็นระบบของเด็กได้