คนเราเกิดมาทำไม คำถามนี้ยากที่จะตอบเหมือนกันนะครับ บันทึกนี้เป็นบันทึกเนื่องในวันเิกิดครบอายุ 30 ปีของผมครับ พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า เิกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ สมัยที่ยังเด็กได้ยินแล้วก็ไม่เข้าใจ เ้้ข้าใจว่า แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ เกิดไม่น่าจะเป็นทุกข์ เพราะพ่อ แม่ ญาติพี่น้องต่างก็มีความสุขที่ได้เห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังลืมตาดูโลก พร้อมจะเติบใหญ่ตามวัย ถึงวันนี้พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างว่า เิกิด เป็นทุกข์ เพราะเมื่อเราเกิด ขันธ์ทั้ง 5 ก็มาประชุมรวมกัน เกิด เป็น กายนี้ ใจนี้ขึ้นมา ซึ่งกายกับใจนี้เองที่เป็นตัวทุกข์ พอเกิดปุ๊บ ก็เหมือนเป็นทุกข์โดยอัตโนมัติ แค่ประโยคเดียวบางครั้งก็ใช้เวลาเกือบ 30 ปีกว่าจะเข้าใจได้ ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ ถ้าตอนนี้ เราลองมองย้อนไป 5 ปีที่แล้วเมื่อเริ่มทำงาน เราก็จะมองว่าเวลานั้นเราเป็นผู้ใหญ่ คนเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเด็กกว่าเรา พอเรามองย้อนไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราก็พบว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เด็กมัธยมเด็กกว่า้ีเรา เราก็คงมองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ผิด แต่เมื่อเลขไมล์อายุเพิ่มขึ้นแล้วเราได้เรียนรู้อะไร เพื่อเข้าใจชีวิตมากขึ้น อันนั้นอาจจะน่าสำคัญกว่า สำหรับผมถือโอกาสวันเกิดไปกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงพ่อปราโมทย์เพื่อเป็นกุศลธรรมให้กับวันเกิดของตัวเองครับ วันนี้คนเยอะเหมือนเดิมและได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงพ่อสั้นๆ หลวงพ่อก็เมตตาสอนว่าให้เจริญสติในชีวิตประจำวัน วันนี้หลวงพ่อท่านสอนเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน4 ให้ญาติโยมได้ฟังครับ ปกติก็จะมี 4 ฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม สำหรับผู้มาใหม่หลวงพ่อก็จะสอนว่า ให้คอยตามรู้ กาย เวทนา จิต ไป รู้ลงปัจจุบัน เพื่อเป็นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ธรรมอาจจะยากเกิสำหรับผู้มาใหม่ครับ การเจริญสติปัฏฐานอาจแบ่งเป็นสองขั้นตอนดังนี้ ขั้นแรก คือ เมื่อหัดเจริญสติจนจิตเกิดตั้งมั่นเป็นกลาง เพราะจิตจำสภาวะได้บ่อย จิตจะตั้งมั่นเป็นกลางเกิดขึ้นเองโดยเราไม่ได้กำหนด ขั้นที่สอง จิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางจะเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม เพื่อถอดถอนความเห็นผิดว่า รูป นาม เป็นเรา เมื่อจิตเห็นการเกิดดับ ของรูป นาม จิตก็จะเจริญปัญญา และเป็นการเจิญวิปัสสนา เพราะวิปัสสนาจะต้องเห็นไตรลักษณ์ จนจิตเกิดปัญญา สำหรับผมคำว่า สติปัญญา ผมคิดว่า สติที่อยู่หน้าอาจจะช่วยให้เราเข้าใจการปฏิบัติธรรมได้ง่ายขึ้น คือ เจริญสติไปก่อน แล้วจิตจะเจริญปัญญาได้เองเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกลาง คำว่าปัญญาจึงมาทีหลัง จากคำถามข้างต้นว่าเราเกิดมาทำไมนั้นผมก็ตอบชัดเจนไม่ได้ครับ อาจเป็นเพราะเราต้องเกิดมาชดใช้กรรม เกิดเพราะจิตยังไม่หมดกิเลส ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร แต่ก็ควรจะเป็นการดีถ้าเราเริ่มปฏิบัติธรรม เจริญสติ เจริญปัญญาตามความเป็นจริง บางทีเกิดมาทำไมอาจจะไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าตอนนี้เราทำอะไร วันเกิดปีนี้ผมขอตั้งจิตอธิษฐานดังนี้... บุญ กุศลใดที่ผมปฏิบัติแล้วก็จะปฏิบัติต่ิอไป บุญ กุศลใดที่ผมยังไม่ได้ปฏิบัติก็จะพากเพียรปฏิบัติ บาป อกุศลใดที่ผมเลิกปฏิบัติแล้วก็จะไม่ปฏิบัติ บาป อกุศลใดที่ผมยังเลิกปฏิบัติไม่ได้ก็จะพากเพียรเลิกปฏิบัติ บุญ กุศลใดที่ผมได้ปฏิบัติ ขอถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เทวดา ครอบครัว เพื่อนมนุษย์ เปรต สรรพสัตว์ทั้งหลายในชาติ ในภพต่างๆ
สวัสดี ครับ
สุขสันต์ วันเกิด นะครับ
ให้มีความสุข ในสิ่งที่คิดอยากจะทำ แล้วได้ทำดังใจหวัง นะครับ
ขอบพระคุณ ครับ ที่ไปเยี่ยม
เกิดมาทำไม ... ตอบยากจังค่ะ
เกิดมาเพื่อรัก เป็นที่รัก และส่งต่อรัก
บนโลกมหัศจรรย์ใบนี้ ยังมีเรื่องราวมากมาย
ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ได้ทำในสิ่งที่ฝัน นะคะ
สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดค่ะ ...
ถ้าจะให้ตอบว่าเกิดมาทำไม คงจะเปงคำตอบที่ตอบได้ยากมาก
แต่ถ้าลองถามตัวเองกลับสิว่า เกิดมาแล้ว
คุณเคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้โลกใบนี้มั้งรึยัง
ถ้าจะให้ตอบว่าเกิดมาทำไม คงจะเปงคำตอบที่ตอบได้ยากมาก
แต่ถ้าลองถามตัวเองกลับสิว่า เกิดมาแล้ว
คุณเคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้โลกใบนี้มั้งรึยัง
สวัสดีค่ะ
ดีใจที่ยังไม่ช้ามากเกินไปสำหรับการอวยพรวันคล้ายวันเกิดของ "กัลยาณมิตร" ...^_^..
ขอให้มีความสุขและประสบกับความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมนะคะ
กับคำถามที่ว่า เกิดมาทำไม?
คำตอบของแต่ละคนคงแตกต่างหลากหลายกันไป...
สำหรับคนไม่มีรากเมื่อคิดถึง "ชีวิต" จะตอบตัวเองด้วย...
“As is a tale, so is life : not how long it is,
But how good it is, is what matters…”
ชีวิตก็เฉกเช่น “เรื่องเล่า” ที่ไม่สำคัญหรอกว่า...จะยืดยาวเท่าไร
แต่...อยู่ที่มี “คุณค่า” เพียงใด...”
ขอบพระคุณเพื่อนๆพี่พี่ทุกคนนะครับ ที่แวะมาเยี่ยม
คุณพรพลเกิดมาเพื่อไม่ต้องไปเกิดอีก?
ขอให้สุขกายสุขใจด้วยการรู้กายรู้ใจนะคะ
สำคัญที่ว่าเกิดมาทำอะไรมากกว่าค่ะ
นะคะ
สวัสดีค่ะ ขอมาอวยพรวันเกิดนะคะ
วันนี้ทำให้เราเป็นเรา มีโฮกาสได้ทำความดี นะคะ
มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดครับ
ขอให้กัลยาณมิตรผู้มีความเพียรได้ประสบผลแห่งความเพียรนั้น
สุขและทุกข์มีอยู่ ผู้เข้าไปยึดสุขและทุกข์นั้นไว้ย่อมเป็นทุกข์ ใจที่รู้ ละ วางความยึดนั้นได้ย่อมเป็นอิสระ แม้กายนี้จะสุขบ้าง ทุกข์บ้างตามธรรมชาติ แม้ใจนี้ก็เช่นกัน