“พลัง…..ที่ไม่อาจมองข้าม”
สีหน้าที่เคร่งเครียด กับรอยคิ้วขมวดย่น ผสมท่าทางดุดัน กับคำพูดเสียงเข้มที่ดูจริงจัง ของนพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ที่กำลังพูดอยู่ ทำให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายที่เข้ามาในห้องประชุมต่างพากันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเปรียบคล้ายท่อนไม้ก็คงจะไม่ผิดนัก บรรยากาศในห้องช่างดูอึมครึมและเงียบงัน "นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำอะไรกันอยู่ แล้วอย่างนี้ปีนี้จะผ่าน HA ได้อย่างไร" ผู้อำนวยการถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผลการประเมิน HNQA ของโรงพยาบาลครั้งล่าสุดไม่สู่จะดีนัก ทุกคนตั้งใจฟังคำชี้แจงและคำติติงของท่าน บรรยากาศยิ่งตรึงเครียดมากขึ้น เมื่อคุณหมอเริ่มให้แต่ละหน่วยพูดถึงปัญหาของหน่วยงานตนเองที่ยังมีอยู่ วิธีแก้ไข และแนวทางที่จะพัฒนาต่อไปให้ได้ แต่ละฝ่ายก็อธิบายงานของตนเอง นำเสียงที่สั่นเครือของพี่ๆ ทำให้ฉันยิ่งกลัว ในใจเริ่มหวิวเพราะฉันยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับงานคุณภาพ อะไรคือ HNQA และอะไรคือ HA และปัญหาของหน่วยกายภาพบำบัดที่ฉันรับผิดชอบเพียงคนเดียวนี้คืออะไรในเมื่อทุกวันฉันก็ทำแต่คนไข้ตามคำสั่งของแพทย์ ตามหน้าที่ของฉัน มันจะยังมีอะไรมากกว่านี้อีกเหรอ ตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามือของฉันเย็นเชียบ หัวใจก็เต้นแรง ไม่รู้ว่าสั่นเพราะเครื่องปรับอากาศในห้องนี้มันแรงเกินไป หรือเพราะกลัวจะโดนผู้อำนวยการดุกันแน่ ฉันเริ่มพะอืดพะอมกับการที่จะต้องอยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว ฉันยังไม่สามารถตอบคำถามที่คุณหมอถามได้ และยังไม่เข้าใจอะไรกับคำว่าคุณภาพนั้นเลย คุณหมอปิยะ ทิ้งท้ายโดยการสั่งให้แต่ละหน่วยส่งรายงานความก้าวหน้าของตนเองทุกอาทิตย์ และส่งแบบประเมินตนเองให้เร็วที่สุด ทำให้ฉันยิ่งเครียดและกดดันมากขึ้น ทุกคนเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยสีหน้าที่ปราศจากร้อยยิ้มเจือแม้แต่น้อย ทำให้ฉันยังไม่กล้าจะซักถามอะไรกับพี่ๆถึงเรื่องที่ยังไม่เข้าใจในตอนนี้มากนัก และงงงวยอย่างที่สุด "จะส่งอะไรให้เขาหละ จะทำอะไร ทำยังไงต่อดี ทำไมผู้อำนวยการวันนี้แตกต่างจากคุณหมอท่าทางใจดีในวันที่เราเจอตอนมาสัมภาษณ์เข้าทำงานที่นี่อย่างสิ้นเชิง ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน " ฉันบ่นพรำในใจ จากวันนั้นฉันก็เริ่มรู้สึกท้อ และเหนื่อยกับการถูกตามงานที่ฉันยังไม่รู้เลยว่าควรจะเริ่มอย่างไร ความรู้สึกทวีคูณมากขึ้นจนฉันไม่อยากจะทำงานที่นี่ต่อไป พี่เมธหัวหน้าฝ่ายประสานงานคุณภาพ คงพอจะเดาอาการของฉันออก ''เหนื่อยหน่อยนะ ค่อยๆเรียนรู้ไปมีอะไรก็มาถามพี่ได้ หนูเพิ่งมาใหม่ ก็อาจจะหนักหน่อยเพราะในหน่วยมีหนูคนเดียว คุณหมอคงเข้าใจ อย่าเพิ่งท้อก่อนนะ การทำให้โรงพยาบาลผ่าน HA มันเป็นสิ่งที่ท่านผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่นี่คาดหวังเอาไว้มาก ทำกันมาตั้งนานแล้ว ไม่ผ่านซักที หวังว่าปีนี้จะผ่านกันไปได้ พี่จะจัดอบรม เพื่ออธิบายให้เจ้าหน้าที่ใหม่ทุกคนได้เข้าใจเกี่ยวกับ การทำ HA ให้เราเข้ามาฟังด้วยจะได้เข้าใจมากขึ้น" พี่เมธให้กำลังใจฉันพร้อมกับหาแนวทางการค้นหาความรู้เกี่ยวกับงานคุณภาพให้
หลังจากการจัดอบรม ของทีมผู้ประสานงานและทีมคร่อมสายงานต่างๆให้เจ้าหน้าที่ใหม่ได้รับทราบ ฉันเริ่มที่จะเข้าใจมากขึ้นกับความรู้ใหม่เรื่องนี้ อีกทั้งยังมีพี่ๆแต่ละฝ่ายแต่ละทีม หมุนเวียน กันมาช่วยสอนและแนะนำให้ตัวต่อตัวอย่างเป็นกันเองกับฉัน ทำให้รู้สึกว่าแม้ฉันจะเป็นนักกายภาพบำบัดคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดของหน่วยงานในตอนนั้น แต่แท้จริงแล้วฉันไม่ได้โดดเดี่ยว ในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่หนักอึ้งคนเดียว มีพี่ๆทุกคนที่นี่ที่พร้อมจะช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ฉันได้ตลอดเวลา ทำให้ฉันเริ่มมีกำลังใจมากขึ้นอีกนิดกับการทำงานที่นี่
สามเดือนก่อนการถูกประเมิน กระแส ของ HA ยังคละคลุ้งอย่างหนาแน่นในโรงพยาบาลแห่งนี้ ทุกวันหลังเลิกงานที่ห้องประชุมล่างข้างๆห้องกายภาพบำบัดจะมีหน่วยงานต่างๆผลัดกันมานั่งปรึกษาหารือเรื่องงานอย่างกับว่าไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย แม้เวลาจะเดินไปเกือบ 4 ทุ่มหากเดินขึ้นไปบนตึกก็จะเห็นว่าแต่ละที่ยังมีเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างครึกครื้น พากันคิดงานจนดึกดื่น คืนหนึ่งฉันเดินขึ้นไปบนตึกเพื่อจะไปปรึกษางานกับพี่เมธ พี่ฉลองคนงานของโรงพยาบาล ถามฉันว่า ''ษามาทำงานเหรอแล้วกินอะไรรึยัง รอตรงนี้ก่อนนะพี่มีข้าว เดี่ยวเอาข้าวมาให้ '' แต่ฉันปฏิเสธเพราะจัดการให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงถามกลับว่า ""ทำไมดึกป่านนี้แล้วพี่ฉลองยังไม่กลับบ้านคะ ''
''พี่ก็มาช่วยเขานี่แหละ''อะไรนะ หัวหน้าพี่เขาสั่งให้อยู่ช่วยหรือคะ แต่นี่มันดึกแล้วนะ "
''ไม่ใช่ " พี่ฉลองปฏิเสธเสียงแข็ง เหมือนต้องการจะบอกให้ชัดว่าฉันเข้าใจผิด พี่เห็นเจ้าหน้าที่เขามัวแต่ทำงานกัน ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้งานเอกสาร เลยมาช่วยหาข้าวหาน้ำให้เขา ช่วยหยิบช่วยจับ อะไรง่าย ๆแบ่งเบากันไปได้บ้างก็ยังดี เห็นเหนื่อยกัน สงสาร อยากมาช่วย พี่เต็มใจไม่มีใครบังคับหรอก พี่ฉลองอธิบายให้ฉันฟังถึงความตั้งใจที่เขามี
อะไรกันเนี่ยแม้กระทั่งคนงาน ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับงานคุณภาพ ก็ยังมาช่วย ทำอะไรกันไม่ได้ ก็อุตส่าห์มานั่งเฝ้าเป็นเพื่อนกันจนดึกดื่น
''ผู้อำนวยการจะรู้มั๊ยนะว่าพี่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่นี่รวมถึงคนที่ท่านดุในห้องประชุมนั้นด้วย เค้าตั้งใจทำงานเพื่อโรงพยาบาลกันขนาดไหน คงไม่รู้หรอก ฉันตอบโดยใช้อารมณ์ของตัวเองเป็นคนตัดสิน " ฉันตั้งคำถามในใจขณะกำลังเดินกลับมาที่ห้องทำงาน ความคิดยังไม่ทันจางหายจากสมอง ตาของฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายผิวขาว รูปร่างภูมิฐานคนหนึ่ง ผ่านกระจกดำของห้องประชุมที่อยู่ติดกับห้องทำงาน และกำลังนั่งพูดคุยกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อย่างเป็นกันเอง ฉันซักถามกับพี่ๆจนได้เรื่องว่า ความจริงแล้วคุณหมอปิยะ จะสลับไปช่วยนั่งทำงานกับเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยทุกคืน เพื่อคอยให้คำแนะนำและช่วยให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาทุกครั้ง
ทำให้ฉันต้องตอบคำถามของตัวเองใหม่ เพราะจริงๆแล้วคุณหมอรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าลูกน้องของเขากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ได้เพียงตั้งคำถามแล้วให้ไปหาคำตอบกันตามลำพัง ไม่ได้เพียงสั่งแล้วรอรับงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วอย่างเดียว แต่ผู้นำคนนี้ยังลงมาช่วยทำเพื่อให้งานนั้นเสร็จออกมาอย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะแบ่งเบาภาระของลูกน้องตนทุกเมื่อ
ในเมื่อฉันเห็นอยู่เต็มสองตา ว่าทุกคนที่นี่ ตั้งแต่ชั้นคนงาน จนถึงชั้นบริหารสูงสุดต่างมีความตั้งใจ และความพยายาม เพื่อความฝันที่จะผ่าน HA ครั้งนี้มาก ทำให้ฉันก็ไม่อาจนิ่งเฉยกับตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ฉันตั้งหน้าตั้งตา พยายามที่จะเรียนรู้งานเพื่อทำงานของฉันให้ออกมาให้ดีที่สุด เพียงเพื่อหวังว่าหน่วยงานเล็กๆของฉันที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยเมื่อเทียบกับหน่วยอื่นๆ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระให้กับคนอื่นมากนัก
บรรยากาศการทำงานเป็นมาอย่างนี้ตลอด จนถึง หนึ่งสัปดาห์ก่อนการตรวจประเมิน รพ.ประกาศให้วันเสาร์สุดท้ายก่อนการตรวจเยี่ยมมีการทำ Big cleaning day ครั้งใหญ่ ฉันคิดว่าในช่วงกระชันชิด และเร่งรัดในการเตรียมความพร้อมของงานแบบนี้ ผสมกับความอ่อนหล้าจากการไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ของเจ้าหน้าที่ทุกคน และวันเสาร์ก็เป็นวันหยุด ฉันเลยไม่แน่ในว่า ยังจะมีใครมาช่วยกันทำความสะอาดโรงพยาบาลอยู่หรือ
ถึงวันนัด นี่เป็นอีกครั้งที่ฉันคิดผิด เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทะยอยกันเดินเข้ามาในห้องประชุมกันอย่างคับคลั่ง และจากกระดาษเซนต์ชื่อ ถ้าไม่นับคนที่ต้องอยู่เวรแล้ว ก็แทบจะไม่มีชื่อไหนว่างเลย บรรยากาศวันนี้สนุกสนานกว่าที่ฉันคิดมาก พี่ๆหน้าตาแจ่มใสพูดคุยกันอย่างสนุกสนานไม่มีใครแสดงอาการอ่อนหล้า หรือสีหน้าเบื่อหน่ายเลย ถึงเวลาลงปฏิบัติหน้าที่ พวกเรากระจายตัวกันไปตามพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบ ส่วนบริเวณกว้างๆ ก็จะพากันไปช่วยทำทุกคน เพื่อไม่ให้ใครต้องเหนื่อยล้ำคนอื่นมากนัก ทั้ง กวาด ขัดและถูพื้นทุกที่ ที่ความสกปรกเข้าตา เก็บขยะ ถอนหญ้า ผู้ชายแข็งแรงที่มีอยู่จำนวนน้อยนักในโรงพยาบาลของเราก็พากันไปฟันกิ่งไม้รก ๆ บ้างก็แบกยก จัดเรียง กระถางต้นไม้ใหม่ ม้าหินอ่อนตัวใหญ่ที่ตั้งที่เดิมมานาน วันนี้ก็ดูจะไม่ถูกใจฉันและพี่ๆกลุ่มหนึ่งเข้าแล้ว มันถูกโยกย้ายปรับเปลี่ยน จัดตำแหน่งกันใหม่หมด ทำให้ฉันรู้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่นี่ บึกบึนด้วยกำลังวังชากันทุกคน ขณะที่เราต่างก็กำลังสนุกสนานกับการออกไอเดียในการจัดวาง ม้าหินตัวนี้ เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งไกลๆก็กำลังจริงจังกับการล้างท่อระบายน้ำ ฉันเห็นด้านข้างผู้ชายคนหนึ่ง ลักษณะคล้ายผู้อำนวยการมาก สวมงอบมีปีกสีน้ำตาล ผิวของเขาขาวเด่นกว่าเพื่อนรอบๆข้าง พอมองออกว่าใส่กางเกงขายาวทรงสแล็คสีดำพับขาคาดเข็มขัดทับเสื้อยืดคอโปโลสีขาวอมเหลือง กำลังช่วยพี่ช่างไฟยกฝาเหล็กคลุมรางระบายน้ำออก แล้วก้มลงเอามือล้วงไปในนั้น แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอะไร "แต่คงจะไม่ใช่หรอก แม้ผอ.จะช่วยเราทำงาน แต่งานแบบนี้มันคงมากเกินไป ที่ท่านรองแพทย์ใหญ่ของจังหวัดสุโขทัยจะมาทำได้ แต่พี่ผู้ชายคนนั้นก็ช่างกระไร มาทำความสะอาดโรงพยาบาลแท้ๆ แต่งตัวอย่างกับจะไปประชุมวิชาการอย่างนั้นแหละ" ฉันคิดเองตอบเองอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ฉันคิดผิด เมื่อมีพี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า ''ดูนั่นสิ หมอล้างท่อ แล้วหัวเราะอย่างชอบใจ'' คิดไม่ถึงเลยว่าผู้ชายสวมกางเกงสแล็ค ที่ล้วงมือไปควานเพื่อกอบโคลนดำๆออกจากท่อระบายน้ำคนนั้น จะใช่คุณหมอปิยะผู้อำนวยการของเราจริงๆ "หมอก็ยังมาเนาะ" พี่อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น ฉันรู้สึกว่าการที่ทุกคนเห็นคุณหมอปิยะมาช่วยล้างท่อ ถอนหญ้า แบกหินในวันนี้ ช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก แดดก็ร้อน ร่างกายก็หล้า เป็นธรรมดาของคนที่อาจจะบ่นคำว่าเหนื่อยออกมาบ้าง เมื่อต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้า จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แต่ไม่มีใครเลยที่จะเกี่ยงหรือหลีกหนีไปจากตรงนี้ กับสิ่งที่ฉันได้พบ ได้ยิน ได้สัมผัส ฉันคิดว่านี่ไม่น่าจะใช้อาการของคนที่ถูกบังคับ เพราะทุกคนยังมีรอยยิ้ม มันคือสิ่งที่มาจากหัวใจของพี่ๆทุกคนที่นี่ มีแต่คำว่าเอาไงเอากัน มีแต่คำว่าเฮไหนเฮนั่น ไม่มีถนนสายไหนในโรงพยาบาลวันนั้น ที่ไม่ผ่านฝีมือและสายตาของพวกเรา
สุดท้ายวันสำคัญก็มาถึง แล้วผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จของทุกคน พร้อมกับการเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ กับคำพูดธรรมดาที่มีค่ากว่าสิ่งอื่นใด ที่พวกเราได้รับ จากคุณหมอปิยะ "'ขอบคุณพี่น้องชาวโรงพยาบาลคีรีมาศของผมทุกคนครับ'' และนั่นแหละคะ คือกำลังใจของฉันและทุกคนที่นี่
พลังของเจ้าหน้าที่ทุกพลังมีผลต่อความสำเร็จของโรงพยาบาล
ทีมทำงานควรรู้จักเทคนิควิธีการที่จะดึงพลังเหล่านี้ออกมาเป็นพลังสามัคคีให้ได้มากที่สุด(Quality want TEAM WORK no One man show)