ทานคือการให้
มนุษย์นั้นเป็นสัตว์โลกที่ถ้าประเมินทางกายภาพแล้ว เราอ่อนแอมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์อื่นๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมโดยส่วนใหญ่ ภายหลังเกิดออกมาแล้ว ใช้เวลาไม่กี่วัน หรือบางทีไม่กี่ชั่วโมงที่จะเริ่มเคลื่อนที่ ใช้อวัยวะของตนเอง เกิดทักษะในการใช้ชีวิต บ้างก็เริ่มฝึกล่า ฝึกจับสัตว์ หรือฝึกหนี ฝึกวิ่ง ตามบทบาทของตนเองที่ได้ถูกกำหนดไว้ แต่สำหรับลูกมนุษย์ ลองคิดดูว่าเราได้ "ล่า" หรือหาอะไรประทังชีพแก่ตนเองจริงๆตอนอายุเท่าไร? เราซื้อบะหมี่ชามแรกให้ตัวเองตอนอายุกี่ปี?
แต่ความอ่อนแอทางกายภาพนี้เองที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือ การที่มนุษย์เป็น "สัตว์สังคม" ที่ด้วยความอ่อนแอทางกายภาพ ทำให้เราต้องรู้จัก "พึ่งพาอาศัย" ซึ่งกันและกัน ตัวอ่อนต้อง "ขอยืม" พลังเข้มแข็งทางกายภาพมาหล่อเลี้ยงเป็นระยะเวลายาวนานหลายปี สัญชาติญานความเป็นแม่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมรุนแรงมาก แต่สำหรับมนุษย์ยิ่งรุนแรงสำคัญมากกว่า และยาวนานกว่า หญิงแม่ลูกอ่อนที่ให้น้ำนมลูก เมื่อได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้ แม้่จะไม่ใช่ลูกตนเอง น้ำนมก็จะไหลออกมาโดยอัตโนมัติ เสียงเด็กร้องไห้เป็นเสียงหนึ่งที่มนุษย์ทนทานอยู่เฉยได้ยากที่สุด เพราะความหมายโดยนัยก็คือการที่ตัวอ่อนของ species ของเรากำลังเปราะบางอยู่ในภยันอันตรายหรือต้องการความช่วยเหลือ
ปรากฏว่าการที่มนุษย์สามารถหยิบยืมพลังชีวิตจากภายนอกนี้เอง ทำให้ศักยภาพของทั้ง species ทั้งเผ่าพันธุ์ของเราถูกขยายไปถึงขอบเขตที่แท้จริง แม้เราจะอ่อนแอทางกายภาพ เราก็สามารถขอความช่วยเหลือจากคนที่แข็งแกร่งกว่ามาทำกิจกรรมที่จำเป็นให้ ในขณะเดียวกันเราก็ให้หยิบยืมความถนัดของเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านการคิด การบันทึก ศิลป สุนทรียศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆที่หลากหลาย ความเป็นไปได้ทั้งหมดของการเรียนรู้เกิดการ share และแลกเปลี่ยนให้หยิบยืมแก่กันและกันอย่างไร้ขอบเขต ไร้ข้อจำกัด มนุษย์จึงประเสริฐในด้านการใช้ศักยภาพเหล่านี้ได้ถึงที่สุด
เมื่อไรก็ตามที่เรา isolate หรือใช้ชีวิตเพื่อตนเอง โดดเดี่ยว ไม่สนใจเรื่องการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นเราไม่ได้ใช้ชีวิตที่เต็มศักยภาพมนุษย์ ก็เพียงแค่อาศัยร่างกายมนุษย์ แต่สภาวะจิตอยู่ใน Realm ของสัตว์เดรัจฉานธรรมดาๆ เป็นกายเป็นคน แต่จิตอาจจะเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เปรต อสุรกาย ไปจนถึงการมีได้แม้แต่จิตของสัตว์นรก นี่คือมรรคาลวงที่เราต้องมีสติและสัมปชัญญะระมัดระวังให้จงดี


realm ของเปรตคือความโลภ ความตะกละมูมมาม ไม่รู้จักพอ ใน realm ของสัตว์นรกอสุรกายคือโทสะ ความเห็นแก่ตัว ความก้่าวร้าว อิจฉา ริษยา สภาวะจิตของเรามีขึ้นมีลงตลอดเวลา ในร่างเดียวกันนี้ ถึงแม้ศักยภาพที่แท้ยังเต็มเปี่ยมของมนุษย์ แต่การจะใช้ศักยภาพที่ว่านี้ เราจะต้องฝึกอบรมสติ แสวงหาทานบารมี เมตตาบารมี อันเป็นต้นทุนแต่ต้นของเราให้เจอเสียก่อน นำมาใช้ เราจึงจะเป็นมนุษย์ที่แท้
หนทางหนึ่งที่เราจะเริ่มสะสมเมตตาบารมีก็คือ ทาน หรือ การให้
การให้ทาน เป็นการให้ที่ปราศจากการหวังผลตอบแทน ให้เพราะมีจิตเมตตากรุณา การให้นั้นจึงจะไปสะสมเป็นเมตตาบารมี การให้เพื่อหวังลาภยศสรรเสริฐจากผู้อื่น หรือหวังประโยชน์ต่อตนเองไม่ได้เป็นทางที่ดีนักในการบำเพ็ญเมตตาบารมี บางครั้งกลับอาจจะได้ผลตรงกันข้าม เช่น เกิดความทุกข์เมื่อไม่มีคนเห็น ไม่มี PR ไม่มีการโฆษณา หรือการทำดีทำบุญแบบปิดทองหลังพระก็ไม่นิยม เพราะไม่รู้สึกว่าจะได้อะไร อยากจะวัด อยากจะเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา
ขงจื๊อได้พยากรณ์ไว้ว่าในอนาคตประเทศมหาอำนาจที่แท้จริงนั้น จะไม่ใช่ประเทศที่ทรงอาวุธที่มีพลานุภาพมากที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคงร่ำรวยที่สุด แต่จะเป็นประเทศที่เป็น "มหาอำนาจทางธรรม" เท่านั้น
ในช่วงสนทนากับคุณสุชล ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ดังนั้นเองในคติจีนแต่โบราณ "เสาหลัก" ของทุกบ้าน ทุกครัวเรือนจึงมีสี่เสา ได้แก่
- กิริยามารยาทอันงดงาม ถูกกาละเทศะ
- ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
- ความสมถะ
- การมียางอาย
ในเสาทั้งสี่นี้ ขาดหายไปเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้ จะเกิดหายนะขึ้น ผลกระทบไมไ่ด้มีเพียงสั้นๆหรือเล็กน้อย แต่ energy ที่หล่อเลี้ยงเสาทั้งสี่นั้น มีความหมายที่กว้างขวางยิ่งใหญ่กว่าเพียงที่เราอาจจะรับรู้มองเห็น
กิริยามารยาทหรือความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาละเทศะ เป็นต้นทุนในการทำความเข้าใจตนเอง และเข้าใจในบทบาทของตนเอง ณ ที่นั้นๆ เวลานั้นๆ เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะทราบว่าเรารับผิดชอบอะไรอยู่ เราเป็นนักเรียน รับผิดชอบเรื่องแสวงหาความรู้ใส่ตัว เราเป็นหมอ เป็นครู เป็นชาวนา อะไรคือหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา และให้อยู่อย่างสมถะ พอเพียงเท่านั้น ไม่หลงฟุ้งเฟ้อจนไม่รู้จักพอ ทุกข์ในสิ่งที่ตนเองมีและไม่มีอยู่ตลอดเวลา และสิ่งสำคัญอีกประการคือการบ่มเพาะจนเกิดจิตที่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตัปปะ)
มูลนิธิพุทธฉือจี้ เน้นการทำความดีในภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง การทำจนเป็นที่ประจักษ์นั้น สามารถเอาชนะอคติ ทั้งในระดับบุคคล ระดับนโยบายและระดับประเทศได้ ครั้งหนึ่งเมื่อมีคนที่เริ่มมีอคติไปสัมผัส ดูงาน และได้เห็นสิ่งที่ฉือจี้ทำจริงๆ ถึงกลับออกมารำพึงไว้ว่า "สิ่งที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้กระทำ และกำลังทำอยู่นี้ เปรียบเสมืิอนข้าวต้มถ้วยหนึ่ง คนจนก็รับประทานได้ คนรวยก็รับประทานได้ ใครๆมาจากไหน เชื่อศรัทธาเรื่องอะไร ศาสนาอะไรๆก็ตาม ก็รับประทานได้ทั้งหมดทั้งสิ้น" เป็นสิ่งที่เป็นความดีสากลโดยแท้
คุณสุชลทำงานเป็นอาสาสมัครฉือจี้มามากกว่าสิบปี ท่านเชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยเรา มีคนที่มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพของมนุษย์ ครั้งหนึ่งที่มูลนิธิพุทธฉือจี้กำลังทำการเรี่ยไรเงินเพื่อนำไปช่วยผู้ประสบทุกข์จากมหาอุบัติภัยธรรมชาติ ท่านประธานกิจกรรมเดินถือกล่องเรี่ยไรไปตามถนน พอเลี้ยวหัวมุมไปปุ๊บ ก็เจอขอทานคนหนึ่งมีกะลาอยู่ในมือ แวบนั้นเองที่ท่านเกิดความลังเล จะเอายังไงดีหว่า เรากำลังขอเงิน เขาก็กำลังขอเงิน แต่ด้วยความที่ท่านได้นึกถึงความทุกข์แสนสาหัสของคนที่ประสบอุบัติภัย คิดได้เพียงแค่นั้น ท่านก็หลับตา บอกว่ากำลังเรี่ยไรเงินไปช่วยผู้ไร้บ้าน ขาดมิตร เพราะภัยธรรมชาติ ยื่นกล่องรับบริจาคไปข้างหน้า สักประเดี๋ยวท่านก็ได้ยินเสียงดังเป๊ง เป็นเสียงเหรียญบาทหล่นกระทบก้นกล่องบริจาค ท่านก็รู้สึกขนลุกซู่ ยังไม่ได้ทันได้ทำอะไร ก็มีเสียงตามมาอีก เป๊ง เป๊ง เป๊ง ตามมา เมื่อขอทานเทกระป๋องของตนเองลงกลองทั้งหมด ตอนนั้นท่านรู้สึกอารมณ์ตื้นตันใจมาก เพราะขอทานที่ไม่มีเงิน ก็ยังทราบว่า ขณะที่เขากำลังทุกข์อยู่นั้น เขาก็ยังรับรู้ว่ามีคนทุกข์กว่า ต้องการมากกว่า จำเป็นมากกว่า และยอมให้เงินทั้งหมดที่อาจจะหมายถึงข้าวเย็นวันนั้นสำหรับเขา หรือแม้แต่สำหรับครอบครัว ท่านรีบเดินไปข้างทางเพราะน้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
พอตั้งสติได้ ท่านรีบกลับมาหาขอทานคนนั้น ก็หาไม่เจอ ไม่ทราบว่าไปไหนแล้ว พอดีเห็นภรรยากำลังของท่านยืนอยู่แถวนั้น ก็เข้าไปถาม ว่าเธอเห็นไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาของท่านก็ตอบว่าเห็นสิ แล้วก็บอกว่าเธอตามขอทานคนนั้นไป และให้เงินไปหนึี่งร้อยบาท
แต่สิ่งสำคัญคือ "จิตทาน" ของขอทานคนนั้น เพียงแค่เงินไม่กี่เหรียญ ไม่กี่บาท แต่เป็น "เงินทั้งหมดที่มีอยู่" ในขณะที่เงินร้อยบาทของเรานั้น มันเป็นแค่ส่วนนิดเดียวเทียบกับที่เรามี ขอทานคนนั้นคิดอะไรอยู่ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆก็คือ การรับรู้ถึงความทุกข์ ความต้องการของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ได้ take over ความสำคัญของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง ณ ขณะจิตนั้น
ฉงจื้อ..ฉือจี้...ต่างกันอย่างไรคะ
อา... ไม่ทราบครับ รู้จักแต่ฉือจี้ครับ
ขอบคุณนะคะอาจารย์
ขอบคุณมาก
ตามมาอ่านพุทธฉือจี้ค่ะอาจารย์ ได้ประโยชน์มากเลยค่ะจะเอาไปสอนลูก
พยายามทำทานทั้งที่เป็นเงินและสิ่งที่ไม่ใช่เงิน
ทำแล้วเกิด กุศลจิตทำให้สุขขึ้นเมื่อได้ทำและเมื่อเรานึกถึงค่ะ
ขอบคุณเรื่องดีๆที่อาจารย์นำมาถ่ายทอดค่ะ