ไปเที่ยวตรังในวันราชการ

        วันนี้ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องออกไปขายน้ำลายนอกสถานที่ ผมต้องไปมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตรัง ฟังดูอาจจะงงนะครับ ว่าทำไมสวนดุสิตจึงไปอยู่ที่ตรัง ไม่ใช่บางกอก อย่างงเหมือนผมไปเลยครับ เพราะที่นี่เป็นศูนย์การศึกษาของเขาจริงๆ เพื่อนของผมซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่นติดต่อผมเพื่อให้ไปบรรยายเรื่อง "เพศ" มานานแล้ว ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆจนกระทั่งไม่สามารถอู้ได้ จึงต้องไปในวันนี้

        นัดรถของคณะให้มารับในเวลา 6 โมงเช้า เลยต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า เพื่อจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันมานักหนาว่า ผมขี้นาน (มันก็เป็นเช่นนั้นเสียจริงๆด้วย) เลยต้องตั้งเวลาไว้เช้าหน่อย แต่นั่นแหละ เช้าเกินไป ไส้มันตื่นไม่ทันครับ ผมออกจากบ้านเวลา 5 โมง 40 นาที เพื่อที่จะไปเอากาแฟและปาท่องโก๋จากโรงพยาบาลกระแทกท้องเสียก่อน ครั้งนี้ผมพาลูกศิษย์ติดสอยห้อยตาม (บางทีพูดเร็วไป กลายเป็นว่า ติดหอยสร้อยตาม ไปเสียเฉยๆ) ไปด้วยอีก 3 คน เป็น extern 2 คน และเป็น intern 1 คน เพื่อให้เขาได้ไปดูว่าผมทำอะไร ทำอย่างไร เห็นพูดมาหลายครั้งแล้ว ว่าอาจารย์แป๊ะชอบไปมี sex ที่อื่น อ้าว....แบบนี้มันสุ่มเสี่ยงเกินไปไหมเนี่ย ตอบว่า ไม่สุ่มเสี่ยงเกินไปหรอกครับ เพราะไปสอนให้เด็กมันมี sex จริงๆเหมือนเคยนั่นแหละ

        นานๆจะได้ไม่ต้องเป็นคนขับรถ เลยถือโอกาสนี้นั่งดูข้างทางให้อิ่มหนำใจ แสงแดดยามเช้าดูสดใสเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง สลับกับหมอกจางๆบ้าง น้ำแฉะบนถนนจากการรองน้ำฝนเมื่อคืนบ้าง โอ้ก๊อด.....มันดีจริงๆ

        เราใช้เวลาบนถนนเพียงชั่วโมงกับ 45 นาทีก็ถึงตรังครับ ถึงก่อนเวลานานมาก เลยแวะกินอาหารเช้าที่ร้านต้นนุ่น ร้านเดิมที่เคยแวะเวียนมาเสมอเมื่อถึงตรังยามเช้า สำหรับวันนี้รู้สึกผิดหวังกับรสชาติเล็กน้อย คงจะเป็นเพราะว่าท้องไส้ไม่ค่อยปกติ (เมื่อวานท้องเสีย) อาหารเลยไม่ค่อยถูกปาก แต่นั่นคงเป็นเฉพาะผมคนเดียว เพราะคุณลูกศิษย์ของผมล้วนแล้วแต่เป็นนักกินระดับพระกาฬครับ เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็สามารถเคลียร์อาหารบนโต๊ะ ที่ผมโวยวายว่าทำไมสั่งมามากจัง จึงหมดเพียงชั่วเวลาแมวฉี่

        มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตรัง สวยงามมาก มันดูไม่เหมือนมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกเหมือนเข้ามาในโรงเรียน โรงเรียนเล็กๆที่มีตึกอำนวยการสวยได้จับใจผม ทราบมาว่า ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเอกชนเก่า คือ โรงเรียนบูรณะรำลึก ซึ่งตอนนี้เขาย้ายออกไปตั้งอยู่ที่อื่นแล้ว มหาวิทยาลัยได้เช่าที่มาเป็นที่ทำการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ นอกจากเรื่องสถานที่ที่กระชากใจของผมไปได้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือสัมพันธภาพระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ น่าแปลกใจที่ในการเรียนระดับอุดมศึกษาที่นี่ เขาดูแลลูกศิษย์เหมือนนักเรียนมัธยม อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวครับ ไหนจะอาจารย์เรียกลูกศิษย์ว่าลูก อาจารย์จำชื่อลูกศิษย์ได้มากมาย การสอนมารยาทเรื่องการสวัสดี การทักทายวิทยากร แบบว่ามันคงจะหายากมากในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆดังๆ

 

        ผมได้เตรียมเนื้อหาการบรรยายอย่างง่ายๆ เพราะทางคนจัดเขาต้องการให้ผมพูดให้นักศึกษาได้ฟังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และผลกระทบ รวมถึงการป้องกัน จึงได้ร่างกำหนดการอย่างนี้ครับ เริ่มต้นด้วยการแยกเพศชาย-หญิง ปัญญาอ่อนไหมครับ นี้สอนนักศึกษาระดับปริญญาเชียวนะ ปุดโธ่..อย่าเพิ่งหัวเราะ ผมเริ่มด้วยการเรียกวิญญาณเขามาเข้าร่างก่อนการบรรยายต่างหากครับ มันเป็นเทคนิคส่วนตัว โดยการเดินถามผู้ฟัง เลยได้ความมาว่า คนเรานี้มี 4 เพศ นั่นคือ ชาย หญิง กะเทย และ ทอม ?? อ้าว...แล้วกัน มาได้อย่างไรกันนี่หนา น้องเธอก็เลยบอกผมว่า ชายนั้นเขามีจู๋ ผู้หญิงมีนมใหญ่ (อันที่จริงต้องมีจิ๋มต่างหากนะครับ) กะเทยนั้นมีทวาร และทอมนั้นมีนิ้วเป็นอวัยวะเพศ เพียงแค่นี้ วิญญาณก็เข้าร่างนักศึกษากันหมดครบถ้วน เอาเป็นว่าเราเริ่มต้นกันไปได้ด้วยดี

 

        ถัดมาก็เป็นการสาธยายเรื่องการเข้าสู่วัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงเมื่อเริ่มสาว การมีระดู และการตั้งครรภ์ จากนั้นผมก็บอกให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม ขึ้นคำถาม 5 ข้อ เพื่อให้แต่ละกลุ่มตอบ โดยคำถามนั้นจะเป็นตัวเชื่อมการบรรยายของผมกับความรับรู้ของเขา วิธีการบรรยายเช่นนี้มีข้อดีข้อเสียพอจับได้ดังนี้ครับ

        ข้อดีคือ ไม่ต้องเตรียมเนื้อหามากหรือนานเกินไป (เมื่อก่อน เวลาจะไปบรรยายทีหนึ่ง ผมต้องเตรียมตัวนานเป็นสัปดาห์) การบรรยายจะอิงตามความรับรู้และความเข้าใจของผู้ฟังจริงๆ ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ เพราะส่วนใหญ่เป็นการพูดมากกว่าการใช้รูปภาพทางหน้าจอฉาย

        ข้อเสียคือ ความสด ไอ้ความสดนี่แหละคือตัวปัญหา เพราะเราอาจจะตกม้าตายได้ง่ายๆถ้าเจอผู้ฟังตัวแสบๆ และความสดนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้ฟังอีกด้วย อย่างไรน่ะเหรอครับ เช่น หากผู้ฟังไม่เล่นด้วย ไม่ตอบคำถาม ตอบคำถามมาข้อเดียว อันนี้ถึงผมจะเป็นหม่ำ จ๊กมก ก็คงกระอักเลือดเป็นแน่แท้ ครั้งหนึ่งที่ตรังนี่แหละ ที่ผมเจอตัวแสบ คาดว่าเขาคงเป็นนักเรียนประเภทโข่งหรืออะไรบางอย่าง ทำให้เขาเดินออกมาหน้าห้องประชุมเพื่อถามคำถามที่ผมไม่กล้าตอบหน้าเวที วันนั้นผมแทบบ้าตาย

        คำถามที่ผมใช้เป็นสื่อการบรรยายครั้งนี้คือ

  • 1. การมีเพศสัมพันธ์นั้นดีอย่างไร
  • 2. การมีเพศสัมพันธ์มีข้อเสียอย่างไร
  • 3. ผลที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
  • 4. วิธีที่ทำให้ท้อง
  • 5. วิธีที่ทำให้ไม่ท้อง

        เพียงเท่านี้เองครับ ผมสามารถใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงเพื่อโยงให้เขาได้เข้าใจว่าการมีเพศสัมพันธ์ส่งผลกระทบกับตัวเขาได้อย่างไร การท้องและผลกระทบจากการทำแท้ง การป้องกันการติดโรคและการท้องเป็นอย่างไร การหลั่งอสุจิภายนอกสามารถคุมกำเนิดได้ดีจริงเหรอ การนับวันเป็นเช่นไร ก่อน 7 หลัง 7 คืออะไร (ทางหน้า 7 วัน ทางหลัง 7 วัน ก็เคยได้รับคำตอบมาแล้ว) ยาคุมฉุกเฉินมีประโยชน์จริงๆหรือไร ทำไมจึงติดตลาดนักศึกษากันหนักหนา

        พูดถึงยาคุมฉุกเฉินนั้น ผมขออธิบายเพิ่มความกระจ่างหน่อยหนึ่งครับ มันเป็นยาที่มีฮอร์โมนขนาดสูงมาก นานๆกินทีก็คงไม่เป็นไร เพราะยามันมีผลต่อตับของเรา เขามียานี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในคนที่พลาดบางอย่าง เช่น ถุงยางอนามัยแตก ถูกข่มขืน นั่นหมายความว่า เราคงไม่พกยาคุมชนิดนี้เพื่อเผื่อไว้ว่าอาจจะถูกข่มขืนเข้าสักวันใช่ไหมครับ บางคนบอกว่า "หนูถูกข่มขืนเรื้อรังค่ะ" "แบบนั้นก็ต้องกินยาคุมแบบปกติครับ" วิทยากรโต้ออกไป

        ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเต็มก็จบเนื้อหาพอดี แถมด้วยการทดสอบการใส่ถุงยาง และพูดเรื่องเพศที่สามให้ฟังพอสังเขป ประเมินจากสีหน้าท่าทางก็พอจะเข้าข้างตัวเองได้ว่า "พวกเขาพอใจ"

        มื้อเที่ยง "อาจารย์ปุ๋ม" เพื่อนผมพาไปกินเย็นตาโฟตามคำเรียกร้อง เธอพาเราไปกินกันที่ข้างโรงพยาบาลตรังรวมแพทย์ ใกล้ๆกับโรงพยาบาลตรัง ร้านนี้เป็นสาขา 2 ผมลืมเงยหน้ามองดูชื่อร้าน ต้องขออภัยครับ แต่คงเป็นเพราะเนื่องจากท้องไส้พาลเกเร วันนี้จึงต้องขอโทษที่จะให้เกรดเพียง 3 ดาว (เมื่อครั้งมากินที่สาขา 1 เมื่อราว 3 ปีก่อนนู้น ผมให้ 5 ดาว) แต่ที่ถูกใจที่สุดก็คือ น้ำส้มโชกุนคั้นสดๆ เติมเกลือนิดๆ ช่างชื่นใจเสียเหลือเกิน

        ร่ำลากันพองาม แวะซื้อขนมเค้กไปฝากคนที่ม.อ. (อาจจะต้องเรียกว่าสินบน เพราะเอานักเรียนมาจากการทำงานตามปกติบนวอร์ด ฮา..) รถกลับทางเดิม ถนนสายเดิม ที่ไม่เดิมก็คือสายตาผมไปพบกับต้นไม้ริมทางที่คุ้นเคยแต่ไม่คุ้นชิน ถนนหลวงของพัทลุงเขาปลูกต้นมะฮอกกานีไว้เยอะมากครับ ขับรถตามทางสายนี้มากว่า 10 ปี ไม่เคยรู้จักชื่อ ไม่เคยปรายตามอง วันนี้เลยถือว่าเป็นอีกหนึ่งกำไรของชีวิตที่ได้นั่งที่เก้าอี้ผู้โดยสารแถวหลัง ไม่ใช่หลังพวงมาลัยเหมือนทุกคราว