เมื่อได้เวลาพักรับประทานอาหารเย็น ทางวิทยากรและครูผู้ร่วมอบรม ก็นัดหมายกันว่าหนึ่งทุ่มค่อยเจอกัน
เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไป ทางครูแมว และ พี่ป้อมได้ดึงความสนใจของกระบวนการกลับมา ด้วย กิจกรรมนันทนาการ โดยให้จับคู่ สองคน โดยกอดกันแล้ว ให้ชื่นชมกันและกัน “เธอคือคนมหัศจรรย์ เธอคือคนมหัศจรรย์ เธอนั่นแหละคือคนมหัศจรรย์ ฉันคือคนมหัศจรรย์ เธอคือคนมหัศจรรย์ (ให้ทุกคน โอบกอดและเขย่ากัน) ฉันและเธอคือคนมหัศจรรย์” ซึ่งกิจกรรมนี้ สร้างความอบอุ่น และรอยยิ้มให้กับคุณครู โดยถ้วนหน้า
(ลูกสาวใครเอ่ย...น่ารักจัง เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย...)
จากนั้น กิจกรรมที่ประคองสายสัมพันธ์ก็ถูกกระตุ้นอีกครั้งด้วยการให้ คู่ของแต่คน นอนหนุนตักกันโดยผู้ที่นอนจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ ให้ปล่อยวาง และรู้สึกว่า ตัวเองอยู่สายลมแบบสบายๆ การฟังเพลง “สีสันแห่งสายลม” ฟังเนื้อหา และความหมายของเพลง อย่างตั้งใจ พอเพลงจบ ครูแมว ให้ทุกคน นอนหงายสบายๆ สูดหายใจลึกๆ แต่ตื่นรู้ และใช้คำพูดให้ ทุกคนหวนนึกไปถึงตอนแด็กๆ เพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่ประทับใจ เพื่อบอกเล่าสู่กันฟังด้วยการเล่าเรื่องวัยเยาว์ โดยให้จับคู่ แล้ว สนทนากัน บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ โดยที่ ให้ผู้ที่ฟังจับมือของผู้ที่พูดไว้ ส่วนผู้ที่พูด วางมือไว้บนมือของผู้ฟัง นั่งแบบใกล้ชิด คือหัวเข่าชนหัวเข่า เมื่อมีผู้พูด ก็มีผู้ฟัง มีผู้เล่า ก็มีผู้ฟังที่จดจ่อ ไม่ซักถาม ตั้งใจฟังอย่างถี่ถ้วน รอยยิ้มแสดงความจริงใจ สบตากับผู้พูด ในการพูดบอกเล่าเรื่องราวครั้งนี้ มีการผสานความรัก ความเข้าใจ และการเต็มใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวโดยไม่ปิดบัง หรือ ปั้นเสริมเติมแต่ง ผู้ฟังจะจับมือผู้ที่พูดซึ่งอยู่ตรงหน้าเรา ส่วนผู้ที่พูด คือ ผู้ที่วางมือไว้บนมือของผู้ฟัง การนั่งฟังการบอกเล่าในกระบวนการนี้ จะเป็นการนั่งแบบใกล้ชิด คือหัวเข่า ชนหัวเข่า มีการพูดใช้น้ำเสียง สื่อสารที่เบาๆ ให้ได้ยินกัน เพียงคู่สนทนาของตนเอง บรรยากาศรอบๆห้องที่ทไกระบวนการนี้ มีคู่สนทนาหลายคู่กำลัง ตั้งใจฟัง และตั้งใจพูดกันอย่างจดจ่อ และสนใจ โดยที่ไม่ส่งเสียงดัง จ๊อกแจ๊ก จอแจ เหมือนคนคุยกัน ตามปกติแต่เป็นการพูดคุยบอกเล่าเรื่องราว ที่มีมารยาท และ มีสติ ในการพูด การค่อยๆเรียบเรียงคำพูด แล้วบอกเล่าเรื่องของตนเอง
หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวใน วัยเยาว์ และความประทับใจ ให้เพื่อนครูด้วยกัน ฟังกันเพียง 2 คนแล้ว ครูแมวก็ให้ขยายวง ขยายกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวออกไปอีก โดยคราวนี้ มีเงื่อนไข คือให้ จับกลุ่ม 5 คน แต่ว่า แต่ละกลุ่มจะมีก้อนหินที่วางอยู่ตรงกลาง ที่มีชื่อว่า “ก้อนหินผู้รับฟัง” ให้คนที่พร้อมจะเล่าถ่ายทอดเรื่องราว จะหยิบก้อนหินออกมาแล้วเล่าเรื่องราวที่ตนเจอมาตั้งแต่เช้า ให้ผู้ฟัง และผู้ที่นั่งฟัง ก็นั่งฟังอย่างตั้งใจโดยไม่พูดแทรก แต่จะสบตากับผู้พูด และสนใจฟังผู้ที่พูดเล่าเรื่อง ในแต่ละกลุ่มก็จะสนใจในเรื่องราวของผู้เล่า ซึ่งกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการ การฟังเชิงลึก ที่เรียกว่า Deep listening ในกระบวนการสุนทรียะสนทนา (Dialouge)
กระบวนการที่ถูกถ่ายทอดต่อมา คือ กระบวนการ ดอกไม้แห่งการเรียนรู้ ซึ่งคือการ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันคุณครูท่านได้ ช่วยกันถอดบทเรียนว่า คนแต่ละคน มาจากแต่ละครอบครัวซึ่ง อาจจะแตกต่างกัน โอกาสของแต่ละคน ความฝันที่วาดเอาไว้ในความสำเร็จในชีวิต บางคนก็มีฐานที่แตกต่าง มีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มิตรภาพจะเกิดขึ้นได้ ในการอบรม คือต้องเป็นผู้รับฟังที่ดีไว้วางใจซึ่งกันและกัน และแล้วก็ถึงเวลาอันสมควรครูแมวได้นมัสการพระอาจารย์ มาให้ธรรมะคุณครู ก่อนเข้านอน พระอาจารย์ได้ให้โอวาทว่า การกระทำอันใด ให้ตั้งใจทำให้เต็มที่ จะทำอันใด จะเจอเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ อย่าได้ท้อถอย ให้มีความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ในวันนี้สำหรับอาตมา เวลาทุกนาทีคุ้มค่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ กิจกรรมที่เค้าคุยกัน อาตมาก็จะฟัง บางอย่างก็อาจจะมองต่างมุม อาจจะมองไปวิเคราะห์ เมื่อมองภาพเช่นนี้ โรงเรียน เจอผู้นำที่ดี เจอครูอาจารย์ที่ดี อาจารย์ที่มีใจ และการกระทำที่สวยสดงดงาม เราทุกคน มีวิญญาณของความเป็นครู ลูกศิษย์จะได้สิ่งที่ดีงามแน่ รู้สึกชื่นใจดีใจ รวมกิจกรรม รวมเป้าหมาย ก็คือจิตวิญญาณของความเป็นครู คืนนี้ ก็ขอให้ทุกคนหลับฝันดี และสิ่งใดพยายามสร้างฝัน กำลังใจ สิ่งที่เราปรารถนาเอาไว้ สิ่งที่เราหวังเอาไว้ สิ่งที่เราปรารถนา จงสมหวังทุกท่านเทอญ. เมื่อพระอาจารย์ให้โอวาสและอวยพรเสร็จ ก็มีการเป่าขลุ่ย เป็นดนตรีขับกล่อมก่อนนอน และแล้วก็ได้เวลาที่ครูทุกท่านต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อเก็บแรงมาไว้อบรม เรียนรู้ เพื่อความสุขในวันพรุ่งนี้ต่อไป.
พี่ขัวญเขียนได้ใจจริงๆทำให้เห็นบรรยากาศจะรออ่านต่อนะคะ
แวะมาทักทายค่ะ...น้องขวัญ น้องเพชร. รักษาสุขภาพนะ พวกเราที่ตราดคิดถึงค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะ จะแวะมาอ่านบ่อยๆ เขียนได้ละเอียดดี