1.ทางวิทยาศาสตร์ NASA ออกมาบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.ทางโหราศาสตร์ บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
3.ทางโบราณคดี ชาวมายามีปฏิทินถึงเพียงแค่ปี 2012 และระบุวันจุดจบของโลกไว้
4.ทางการทำนาย นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับทางโหราศาสตร์
5.ทาง UFO ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ)
6.ทางความคิดผมเอง ศาสนาพุทธและคริส ได้ระบุวันจุดจบไว้แล้วในปี พุทธศักราชและคริสศักราช
คำ ทำนายเรื่องวันสิ้นโลกนี้ มาจากวันในปฏิทินของชาวเผ่ามายัน (ชาวเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาตอนกลาง) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 ธันวาคม ปีคศ. 2012
ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศและจักรวาล
1.ปฏิทินมายัน
ทำไมต้องเชื่อปฏิทินของชาวเผ่ามายัน
เป็น ที่ยอมรับว่าปฏิทินของชาวมายันมีความเที่ยงตรงอย่างมาก เที่ยงตรงกว่าปฏิทินระบบที่เราใช้กันในสากลมากมาย เพราะชาวมายันทำปฏิทินจากระบบดวงดาว โดยปฏิทินนี้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลยถึง 380,000 ปี (ในขณะที่ปฎิทินที่เราใช้ต้องมี Leap Year ทุกๆ 4 ปีเป็นต้น)
จะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
คำ ถามนี้เป็นปัญหาโลกแตก (literally speaking) จริงๆ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกแล้ว ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้ มีเพียงการคาดเดา การผูกโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก (ดู http://www.december212012.com/articles.shtml) เหตุการณ์ที่คาดเดากันว่าจะเกิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องมีทั้งเรื่องของ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ที่จะเกิดผลกระทบยิ่งใหญ่กับระบบสุริยะ จักรวาลและโลกของเรา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ธันวา 2012 การเปลี่ยนขั้วของขั้วโลกเหนือใต้ ฯลฯ
แล้วชาวมายันทำนายไว้ว่าอย่างไร
ชาว มายันไม่ได้เขียนชัดเจนว่า วันที่ 21 ธันวา 2012 จะเป็นวันสิ้นสุดของโลก มีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า มันคือวันที่โลกจะเปลี่ยนแปลงจากยุคหนึ่งเป็นอีกยุคหนึ่ง และเรามีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมรับมือกับวันนั้นให้ได้ เพื่อความอยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลง และหลังจากวันนั้น โลกของเราจะมีสันติสุขอย่างแท้จริง
ปฏิทินของชาวมายันโดยคร่าว
จาก ปฏิทินของชาวมายัน เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วันแห่งระบบจักรวาล หรือ End of a Galactic Day ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี และขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 แล้ว
ชาวมายันบอกว่า นับจากปี 1999 เราจะมีเวลา 13 ปีที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของการอยู่บนโลกใบนี้เพื่อที่จะรอดจาก การทำลายล้าง และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่จิตสำนึกใหม่ปูให้กับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตามศาสตร์ของชาวมายัน ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือกอัน กว้างใหญ่ และจากปรากฏการณ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากขึ้น อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” และยังทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมามากมาย ปรากฏการณ์เหล่านี้ ชาวมายันเชื่อว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติกระบวนการหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนการหายใจของคน และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไป เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (4 รอบแรกของปรากฏการณ์จากดวงอาทิตย์) และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั่นเอง
2.Planet X NIBIRU
Planet X NIBIRU ที่มีวงโคจรตัดกับวงโคจรของโลกเราจะตัดผ่านมาใกล้โลกอีกครั้ง ดาวดวงนี้จะผ่านมาที่วงโคจรของเราทุกๆ3600 ปี
นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทวีปแอตแลนติกหายไป นั่นอาจเป้นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องโนฮากับเรือสมัยน้ำท่วมโลก
ดาวดวงนี้จะเข้ามาใกล้โลกเรื่อยๆปี 2009 จะสามารถมองเห็นทางขั้วโลกใต้ด้วยกล้องส่องดาว
ปี 2011 จะสามารถมองเห้นด้วยตาเปล่า ขนาดเท่าดวงจันทร์ของเรา ดาวดวงนี้เป็นสีแดง
ปี 2012 จะเริ่มมีปฏิริยาต่อมวลสภาพอากาศบนโลก เศษหินในอวกาศที่มากับดาวนิบิรุจะตกลงมาบนพื่นโลก เป็นฝนดาวตกอันตรายต่อมวลชีวิตทั้งโลก
วันที่ 21 ธันวาคม 2012 หายนะครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดบนพื้นแผ่นดิน อย่างใครไม่เคยคาดคิดมาก่อน
วัน14 กุมภาพันธ์ 2013 วันนั้นเป็นวันที่ โลก +นิบิรุ+ดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่แนวแกนเดียวกัน แกนแม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนไป
โลก จะหยุดหมุนรอบตัวเอง 3 วัน แผ่นดินจะแยกตัวเป็นเสี่ยง น้ำทะเลจะเป็นคลื่นมหาอภิสึนามิ ถล่มตามเมืองชายทะเลทุกแห่ง เมื่อแผ่นดินเคลื่อนตัวตามเปลือกโลก ลาวาก็จะถลักขึ้นมาเกิดเป็นภูเขาไฟมากมาย
3.UFOบอก????(แล้วแต่ความเชื่อ)
“อู แรนเดอร์ โอลิเวียร่า” ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งดังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าของมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง
4.หลุมดำ????
ในที่นี้ก์อคือทั้งหลุมดำของแกแล็กซี่ทางช้างเผือกและวหลุมดำพที่อาจเกิดขึ้นเองตามที่มนุษย์สร้างCERN
ในทางศาสนาพุทธ
ถึงอย่างไรก็ยังผู้แย้งว่าพระพุทธเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์ไว้
ว่าในพุทศศาสนาจะมีอายุ5000ปีและมันจะเสื่อมลงในตัวของมันเอง
ที่มา:http://www.oknation.net/blog/tanigool/2009/08/04/entry-1
จิตวิวัฒนาการกับสังคมใหม่หลัง 2012
มนุษยชาติต้องมีจิตวิวัฒนาการและต้องเปลี่ยนใหญ่ - ไม่ว่าอะไรจะเกิดหรือในปี 2012 เพราะไม่มีใครในโลกทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ โดยมีประชาโลกส่วนใหญ่คือ มากกว่า 2 ใน 3 หรือประมาณ 70% ขึ้นไป มีความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นั้นๆ จะเกิดขึ้นจริงๆ อย่างเป็นเอกภาพ ที่พูดมานั้นผู้เขียนหมายถึงคนที่มีการศึกษา หรือนักวิชาการส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบันวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเหล่านั้นที่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาหรือใกล้พัฒนา รวมทั้งประเทศที่เพิ่งพัฒนาใหม่ๆ เช่น ประเทศไทย ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าคนเหล่านี้เรียนรู้มาก็แต่วิทยาศาสตร์กายภาพที่แยกส่วน ซึ่งเราสามารถผลิตเทคโนโลยีที่มนุษย์เอามาใช้หรือมีความสุขสนุกสะดวกสบาย เฉพาะหน้าเท่านั้น ส่วนในกาลข้างหน้า โลกและลูกหลาน (คนอื่น) หรือสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร? ก็ช่างมันปะไร "ข้าไม่รู้นี่ เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่เกี่ยว" แต่ในระยะแรกๆ ที่ประชากรโลกยังมีน้อย - เช่นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนแม้กระทั่งในตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่ - และเทคโนโลยีกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมยังไม่หวือหวาสะบัดช่ออย่างในปัจจุบัน ทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูสดใสวิลิศมาหราจนเราเคยชินกับมันและคิดว่า นั่นคือนอร์มของโลกหรือของเรา ความเคยชินจนคิดว่าโลกธรรมชาติเป็นของมนุษย์เราที่เราจะทำอะไรก็ได้ แต่ในอนาคตที่ไม่นานจากวันนี้ เราเท่าที่เหลือรอดชีวิตตามที่เจมส์ ลัฟล็อก - นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งผู้เขียนได้เอามาลงที่นี่ในตอนนั้น - ประชากรของโลกที่จะมีกว่า 7-8 พันล้านคน ในตอนนั้นจะเหลือรอดชีวิต ส่วนใหญ่มากๆ เกิดจากสภาพโลกร้อนและภาวะแทรกซ้อนทั้งหลาย (เช่น โรคระบาด แผ่นดินไหว น้ำท่วมโลก ฯลฯ เป็นต้น) เพียงราวๆ 18% ของทั้งหมดเท่านั้น นอกจากนั้นจะตายไปทั้งหมดเลย - คือ ทั่วทั้งโลกจะเหลือประมาณ 1,000 ล้านคน (ประเทศไทยจะเหลือแค่ 10 ล้านคนโดยสัดส่วนนั้น) เจมส์ ลัฟล็อก ไม่ได้ระบุเวลาที่โลกจะเกิดสภาพเช่นนั้นในตอนให้สัมภาษณ์ เพียงแต่บอกว่าภายในศตวรรษนี้ แต่ในหนังสือที่ขายดีของเขา ซึ่งผู้เขียนได้อ่าน และเข้าใจว่าอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ เร็วกว่านั้นมากนัก เช่น ภายใน 2 หรือ 3 ทศวรรษนับจากวันนี้ (James Lovelock : Vengeance of Gaia, 2007) ยังดีที่เจมส์ ลัฟล็อก ยังคิดว่าเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติยังคงเหลืออยู่บ้าง โดยไม่ได้สิ้นสู
ญพันธุ์ไปทั้งหมด ตามที่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกบางคนเชื่อ เช่น เซอร์มาร์ติน รีส หรือปีเตอร์ รัสเซล จริงๆ แล้วตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นสหัสวรรษใหม่มานี้ คงจะไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลก หรือแม้แต่นักวิชาการที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เลยก็เถอะ คนที่ไม่เชื่อว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้กำลังเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน หรือกำลังเชิญหน้ากับการปฏิวัติดังที่เออร์วิน ลาซโล่ กล่าวไว้ว่า "หากว่ายังมีใครที่ไม่มั่นใจหรือยังสงสัยว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้กำลัง เปลี่ยนแปลงจริงๆ หรือไม่ ใครคนนั้น ถ้าไม่ใช่ตาบอด หรือดื้อรั้นไม่รู้เรื่อง ก็ต้องโง่อย่างบัดซบ" (Ervin Lazslo : Quantum Shift in Global Brain, 2008)
ที่เออร์วิน ลาซโล ซึ่งเป็นประธานของสโมสรแห่งบูดาเปสต์และสโมสรแห่งโรม และเป็นที่ปรึกษาของสหประชาชาติพูดคล้ายกับด่าอย่างเจ็บแสบนั้นคงหมายถึง ประชาชนหรือนักวิชาการของประเทศที่พัฒนามากๆ แล้ว เช่น อเมริกาหรือชาติเก่าเดิมที่อยู่ในยุโรปมากกว่าประชาชนที่อยู่ในประเทศของ ทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกาหรือทวีปเอเชียส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้ "โง่อย่างบัดซบ" (plain stupid) เลยไม่ต้องเดือดร้อน เพราะบ้านเรามีคนมากมายที่คิดว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน นั้นไม่จำเป็นจะต้องมีขึ้นอย่างเร็วที่สุด การสำรวจโพลล์เมื่อไม่นานมานี้ยังปรากฏว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าเรื่องของ โลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศและฤดูกาลเป็นเรื่องธรรมชาติที่เป็น ไปของมันเอง (มนุษย์ไม่เกี่ยว)
ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเป็นแพทย์ที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์แบบที่คนส่วนใหญ่โลกเข้าใจ (กายภาพ) แต่กระนั้นผู้เขียนก็ยังมีความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แบบ นั้นหลังจากได้เรียนรู้โดยการได้อ่านได้ศึกษาฟิสิกส์ใหม่ โดยเฉพาะแควนตัม เม็คคานิกส์ ในทางทฤษฎีมานานนับสิบๆ ปี ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อตามนักฟิสิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั่วทั้งโลกเลยว่า ความรู้ที่ให้ความจริงทางคณิตศาสตร์และจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์นั้น มีแค่ 2 ทฤษฎีเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องของฟิสิกส์ใหม่ทั้ง 2 กรณี - ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์หนึ่งกับแควนตัมอีเลคโตรไดนามิกอีกหนึ่ง - โดยไม่มีทฤษฎีของคลาสสิคัลฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพใดๆ เข้าไปใกล้ๆ ความจริงแท้ได้แม้แต่ทฤษฎีเดียว และเท่าที่รู้มา แควนตัมฟิสิกส์ที่ว่าด้วยกลไกหรือเม็คคานิกส์ที่เล็กละเอียดยิ่ง - ระดับอะตอมหรือต่ำกว่านั้นไปอีกอันเป็นพื้นฐานทางรูปร่างกายภาพของสรรพสิ่ง สรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงของจักรวาลที่หยาบใหญ่ขึ้นมา จนเราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกทั้ง 5 ของเรา - จนเข้าไปใกล้ๆ กับภาวะจิตที่อธิบายด้วยศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่อุบัติขึ้นมาจากทางตะวันออก เช่น ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาเต๋า และศาสนาพุทธเรา ตามที่นักฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ทุกคนต่างก็กล่าวเช่นนั้น จากแควนตัมเม็คคานิกส์ทำให้เรารู้ว่าในระดับแควนตัมที่เป็นพื้นฐานของกายของ วัตถุหรือแควนตานั้น มันไม่ได้เป็นสิ่งใดโดดๆ เลย แต่มันจะอยู่ในศักยภาพของความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง คือ เป็นสสารวัตถุหรืออนุภาคก็ได้ เป็นคลื่นที่สั่นไหวด้วยความถี่คลื่นต่างๆ หรือเป็นฟรีเควนซี่ (frequencies) ก็ได้ เป็นครึ่งๆ กลางๆ ครึ่งอนุภาคครึ่งคลื่นก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาวะไหน มันจะพัวพันอย่างอีนุงตุงนัง เป็นสนามพลังงานที่เชื่อมโยงกันและกัน - โดยไร้ทั้งสถานที่และเวลา - ชนิดที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ (non-local interconnection) นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในจักรวาลมีลักษณะเป็นองค์รวมที่ซ้อนและเชื่อม โยงกันและกันอย่างซับซ้อน นั่นคือ หนึ่งที่เป็นทั้งหมดและทั้งหมดก็คือหนึ่ง ทำให้จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกายกับวัตถุโดยมีพลังงานเป็นพื้นฐาน การเชื่อมโยงติดต่อและเคลื่อนที่ไปด้วยกันเป็นอนิจจัง ซึ่งทั้งหมดก็คือหนึ่งและหนึ่งคือทั้งหมด ทั้งกายพลังงาน และจิตจะรวมกันอย่างอีนุงตุงนังเป็นหนึ่งเดียวกัน (entanglement) อันเป็นความจริงทางแควนตัมกับความจริงทางศาสนา ทำให้วิทยาศาสตร์ในรายละเอียดยิ่งกว่าละเอียดกับศาสนาที่อุบัติขึ้นมาทาง ตะวันออกที่ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างแนบขนาน
ปี 2012 (the crash of 20121!) นั้นผู้เขียนได้เอ่ยถึงปีนี้มาช้านานร่วม 10 ปี คือเป็นปีที่ปฏิทินของชาวมายาที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล-หยุดหรือไม่มีต่อไป อย่างเฉยๆ การหายไปของปฏิทิน - ที่เขียนโดยพระ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าจากการทำสมาธิ ซึ่งทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าสังคมมนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ ต้องล่มสลายไปทั้งหมด ความเข้าใจที่ไปสอดคล้องกับคำทำนายของศาสนาใหญ่บางศาสนาและลัทธิความเชื่อ หลายหลาก รวมทั้งนอสตราดามุสและเอ็ดการ์ เคซี กระทั่งนักวิทยาศาสตร์เองอีกมากมาย เช่น เค็นเน็ต ริงก์ ที่วิจัยประสบการณ์ใกล้ตายหรือตายแล้วฟื้น (NDE) ที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ในระหว่างนั้น ที่สำคัญ ปี 2012 คือปีที่ขบวนการนิวเอจ (New Age Movement) พูดถึง (ดูที่ต้นพารากราฟ) ขบวนการนิวเอจที่หวือหวาขึ้นมามาก หลังจากที่มาริลีน เฟอกูสัน ได้เขียนหนังสือที่ขายดีของเธอออกมา (Aquarian Conspiracy) พร้อมกับหนังสือขายดีเหมือนกันของโฮเซ อากิวเลส (Maya Factor) คือทั้งคู่ออกในปี 1987 ด้วยกัน ขบวนการนิวเอจได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ ทศวรรษที่ 1970 วัฒนธรรมที่มีอภิปรัชญาทางตะวันออกและจิตวิญญาณเป็นฐานโดยเริ่มต้นมาจาก - ตามที่นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อกัน - กลุ่มต่อต้านสังคมที่เรียกว่ากลุ่มฮิปปี้ ซึ่งกระทั่งบัดนี้คาดว่ามีอย่างน้อย 1 ใน 3 ของประชากรของอเมริกาทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งของคนในขบวนการนี้ได้พัฒนามาปฏิบัติสมาธิเป็นประจำ ผู้เขียนไม่ได้อยู่ในขบวนการนี้ ซึ่งมีบางอย่างบางข้อปฏิบัติที่ไม่เห็นด้วยและถือศาสนาที่อุบัติขึ้นจากทาง ตะวันออก ทั้งเป็นผู้แสวงหาจิตวิญญาณอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนเชื่อในเรื่องของกรรมและเชื่อในการกระทำของบุคคลทั้งโดยปัจเจก และสังคมโดยรวม ไม่ว่าด้วยอวิชชา - จึงคล้อยตามระบบทุกๆ ระบบที่มีวัตถุนิยมและแยกส่วนเป็นพื้นฐาน - หรือตัณหา ซึ่งจะเป็นความคิดเฉยๆ ก็ดี วาจาคำพูดก็ดี หรือการกระทำก็ดี จะต้องใช้พลังงานทั้งนั้น และพลังงานนั้นย่อมไม่สูญหายไปไหน แต่เปลี่ยนรูปแบบได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อมั่นต่อผลกรรมที่มนุษย์ต้องได้รับตามมา ส่วนมันจะมีในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 หรือไม่? ผู้เขียนไม่รู้ แต่น่าจะมี เพราะหลายคนต่างก็เห็นเหมือนๆ กัน นั่นเป็นเรื่องของแควนตั
มฟิสิกส์ของความจริง คือ หนึ่ง ศักยภาพความน่าจะเป็นไปได้ สอง หนึ่งคือทั้งหมดและทั้ง
หมดก็คือหนึ่ง และสาม การพัวพันกันอย่างอีนุงตุงนัง ที่ทุกสิ่งสามารถติดต่อกันกับทุกสิ่งได้โดยไร้ที่ว่าง - เวลา (non-local connection)
ก่อนที่จะลืมไป ยังมีส่วนของบทความที่ไม่ได้พูดถึง นั่นคือ สังคมหลังปี 2012 สังคมโลกจะเป็นอย่างไร? ผู้เขียนคิดว่าปี 2012 จะเป็นปีที่อารยธรรม "สมัยใหม่" ของโลกทุกๆ ระบบ ไม่ว่าสังคมเศรษฐกิจหรือการเมือง รวมทั้งการศึกษา ฯลฯ ที่เรามีอยูในวันนี้จะล่มสลายอย่างไม่เหลือหลอ ไม่จากโรคระบาดหรือการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลก หรือน้ำท่วมโลกอย่างฉับพลันทันที หรืออุกกาบาตดาวหางวิ่งมาชน หรืออื่นๆ ซึ่งล้วนเกิดจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งทั้งนี้โลกกายภาพยังคงอยู่ แต่ประชากรโลกจะหมดไปอย่างกะทันหัน อย่างน้อยก็เท่าๆ กับที่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เจมส์ ลัฟล็อก ที่คาดการณ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้สัมภาษณ์ไว้ (ในหนังสือพิมพ์การ์เดียน 2009) ว่าที่เหลือจะมีไม่เกิน 18% (ช่วงหลัง 2012 แต่ภายในศตวรรษนี้) ดังได้พูดมาแล้วข้างต้น ด้วยประชากรที่เหลือน้อย ประกอบด้วยมนุษย์ที่เหลือล้วนแล้วแต่เข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและระบบนิเวศ ผู้คนที่เหลืออยู่จะมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะต้องเป็นจากการเปลี่ยนที่จิตเสมอไป มนุษย์ทั่วทั้งโลกจะมีวิวัฒนาการทางจิตที่ไล่สูงไปกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยว นี้ (self rational) ส่วนหนึ่งจะมีจิตวิวัฒนาการที่ผ่านพ้นอัตตาตัวตน (transcendence) หรือไปสู่สภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) เนื่องจากประชากรที่เหลือน้อยอย่างกะทันหัน เมืองหรือนครใหญ่ๆ จึงร้างผู้คน สังคมมนุษย์หลังจากการล้างโลกจากอวิชชากับตัณหาในครั้งนี้ - เท่าที่ผู้เขียนมองเห็น - จะเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดต่อเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งโลกด้วยระบบสหกรณ์ ที่มีจิตวิญญาณร้อยรวงทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นคือหนึ่งคือทั้งหมดและทั้งหมดก็คือหนึ่ง นั่นคือ ชุมชนสังคมที่ทั้งเล็กทั้งเป็นความงามพร้อม (small is beautiful) แห่งพุทธะของชูมักเกอร์ (Schumacher).
ที่มา http://www.thaipost.net/sunday/070609/5846
อ่านแล้วแสดงความเห็นกันด้วยนะครับ