ความคืบหน้าของการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยและกลุ่มวิทยาลัยชุมชน

จากที่ตัวเองได้ติดตามความก้าวหน้าการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา (สกอ.) ที่ได้กำหนดกรอบการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.   มหาวิทยาลัยวิจัย(Research University)  และมหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษา (Graduate University)

2.   มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี /มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง (Specialized University) มหาวิทยาลัย Comprehensive

3.   มหาวิทยาลัยสี่ปี(4-year University) และมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์ (Liberal Arts University)

4.   วิทยาลัยชุมชน (Community Colleges)

มีโอกาสได้ติดตามข่าวความคืบหน้าของอุดมศึกษาในช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม 2552 ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลยสรุปความคืบหน้าชองการปผลักดันการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา ของ สกอ. ให้เพื่อนๆ ที่สนใจ ได้ทราบ 2 ประเด็นนะคะ

 ประเด็นที่ 1 : มหาวิทยาลัยวิจัย

สกอ. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ และกำหนดงบประมาณการดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยแห่งชาติจำนวน 12,000 ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2555 โดยหวังผลให้ประเทศไทยได้มีมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเกิดขึ้น 7-10 แห่ง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยของไทยติดอันดับสูงขึ้นในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก และเกิดผลงานวิจัยนำไปสู่การพัฒนาในภาคเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การส่งออก ภาคบริการ รวมทั้งภาคสังคมมากขึ้น มีผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น นอกจากนี้โครงการยังช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและสามารถรองรับโครงการสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดย สกอ. เริ่มเปิดรับสมัครมหาวิทยาลัยที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1-15 กรกฎาคม 2552 ทำการตัดสินและประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 17-20 สิงหาคม 2552 และนำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติต่อไป โดยสำหรับมหาวิทยาลัยที่มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ ต้องอยู่ในลำดับการจัดลำดับมหาวิทยาลัยโลก ของ THE-QS ไม่ต่ำกว่าอันดับที่ 500 หรือไม่ติดอยู่ใน 500 อันดับ ก็จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

·  ต้องมีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ซึ่งได้รับการบันทึกไว้หรือได้รับการยอมรับไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง ใน 5 ปีล่าสุด

·  ต้องมีผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่โดดเด่น อย่างน้อย 2 ใน 5 สาขา ที่ได้รับการตีพิมพ์

·  ต้องมีอาจารย์ที่จบปริญญาเอก เกินกว่า 40% ของอาจารย์ที่มีอยู่ทั้งหมดในมหาวิทยาลัย

สกอ. ได้เสนอรายชื่อมถาบันอุดมศึกษา 9 แห่ง ที่ได้รับคัดเลือกจากรายชื่อทั้งหมด 15 แห่ง ต่อคณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกเพื่อพิจารณายกระดับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ดังนี้

1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

4.มหาวิทยาลัยมหิดล

5.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

6.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

7.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

8.มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ

9.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเด็นที่ 2 : วิทยาลัยชุมชน 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชน ซึ่งมีหลักการสำคัญกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันวิทยาลัยชุมชนขึ้น โดยรวมวิทยาลัยชุมชนที่มีอยู่ทั้ง 19 แห่งทั่วประเทศ เป็นสถาบันวิทยาลัยชุมชน มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้กำกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญา เพื่อจะช่วยให้วิทยาลัยชุมชนมีอิสระและคล่องตัวมากขึ้นในการบริหาร และสนองตอบต่อความต้องการของชุมชนมากขึ้น โดยสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ได้ดังนี้

·  กำหนดให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

·  กำหนดให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนมีรายได้จากเงินงบประมาณแผ่นดินที่รัฐจัดสรรให้เป็นรายปี  รายได้ หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ที่ราชพัสดุหรือจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุซึ่งสถาบันปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์  เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรายได้หรือผลประโยชน์อื่น  โดยรายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง  และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

·  กำหนดให้สภาสถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็นองค์กรกำกับดูแลสูงสุดของสถาบัน โดยมีหน้าที่หลักคือ  การกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสถาบัน  การกำกับมาตรฐานการศึกษา  การติดตามประเมินการบริหารจัดการ โดยสภาสถาบันประกอบด้วยนายกสภาสถาบัน กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี

·  กำหนดให้มีสภาวิชาการสถาบันมีหน้าที่กลั่นกรองและเสนอแนะการวางนโยบายและแผนพัฒนาวิชาการ พิจารณาเกณฑ์มาตรฐานการจัดการศึกษาและการประกันคุณภาพ เสนอแนะการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา  การเปิดสอนการปรับปรุงและการยกเลิกหลักสูตร

·  กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการวิทยาลัย

·  กำหนดให้อธิการเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบันวิทยาลัยชุมชน และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

·  กำหนดให้สภาวิทยาลัยเป็นองค์กรกำกับดูแลการบริหารจัดการของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง  เพื่อให้วิทยาลัยชุมชนมีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการดำเนินการ  และได้รับมอบอำนาจหน้าที่จากสภาสถาบัน

·  กำหนดให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาลัยชุมชนมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี  และมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารกิจการของวิทยาลัยชุมชนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายของสภาสถาบัน

·  กำหนดให้สถาบันมีอำนาจให้อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และร่วมให้อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งในสาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาอื่น

·  กำหนดให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน เงินงบประมาณ  และรายได้ของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน  สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาเป็นของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้

·  กำหนดให้นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในสังกัดสถาบันวิทยาลัยชุมชน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก......

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 230/2552 โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 229/2552 มติ ครม. 30 มิถุนายน 2552

กรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2565) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โดยที่การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเป็นแนวทางการแก้ปัญหาอุดมศึกษาที่ไร้ทิศทาง มีความซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ โดยการจัดกลุ่มนี้จะเน้นความแตกต่างกันที่ พื้นที่บริการ พันธกิจและบทบาทในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศและระดับการศึกษา

เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษาที่จะเป็นต่อประโยชน์ ดังนี้

·  สถาบันอุดมศึกษามีความเป็นเลิศตามพันธกิจของตนเอง

·  ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศดีขึ้น

·  ส่งผลทางบวกต่อการพัฒนาบุคลากรของสถาบัน

·  สามารถปรับจำนวนบัณฑิตในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศได้

·  ลดภาวะการว่างงานของบัณฑิต