หาก จะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาร่วมใช้จัดการความรู้ในผืนดินแห่งนี้ ควรเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไร จึงให้ผลในเรื่องความยั่งยืนของการปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ชั่ว ลูกหลานเหลน เหมือนผู้คนในรุ่นก่อนๆที่ใช้อาถรรพ์ป่าปกปักรักษามันมาให้แล้วจนมีวันนี้

ในบันทึกที่แล้วได้เอ่ยถึงคำนี้เอาไว้ "พูพอน" ขอนำมาเฉลยว่าเป็นระบบรากที่เกิดจากโคนต้นแผ่ตัวกว้างออกเพื่อรับน้ำหนักต้น ไม่ให้ล้มโค่น ระบบรากอีก 2 แบบที่พบในป่าแห่งนี้ก็จะคล้ายๆกับในป่าโกงกาง นั่นคือ รากค้ำยันและรากอากาศ ต่างไปก็เพียงแต่รูปร่างหน้าตาของรากที่ปรับให้เข้ากับน้ำไหลขึ้นไหลลงของ น้ำ เช่น เหมือนหลักหมุด ตัวอักษรวายหัวกลับ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่อาศัยในป่าพรุเป็นสัตว์ที่นับวันจะหายากแล้ว ได้แก่ จระเข้น้ำเค็ม เสือดำ แมวป่าหัวแบน ค่าง ชะมด หมีขอ เป็นต้น

พันธุ์ไม้ที่พบในป่าพรุมักจะอยู่ในวงศ์หวาย ปาล์ม หว้า ไม้ประดับที่มักพบในอาคารหรือสวนสวยตามเมืองใหญ่ๆอย่างเช่น หมากแดง เต่าร้าง เตยปาหนัน ก็มีต้นกำเนิดจากป่าพรุ

สำหรับท่าปอม คลองสองน้ำ กระบี่ มีความพิเศษของมันอยู่ตรงที่ ป่าในพื้นที่เป็นป่า 3 ชนิด คือ ป่าพรุ ป่าโกงกาง และป่าดิบชื้นมาบรรจบกัน และมีจุดบรรจบระหว่างน้ำจืดกับน้ำทะเลมาบรรจบกันเป็นรอยต่อไม่ผสมกันเป็นน้ำ กร่อย จะมีก็แต่ในช่วงที่น้ำทะเลเริ่มหนุนสูงขึ้นมาที่มีน้ำกร่อยเกิดขึ้น

 

ชมความหลากหลายทางชีวภาพได้ในวิดิโอ

อยากเห็นรอยบรรจบของ 2 น้ำดูเอาเองในวิดิโอในบันทึกก่อนหน้า

คลองที่มองเห็นบางช่วงเวลาจะเป็นน้ำจืดสนิท บางช่วงเวลาก็จะเป็นน้ำเค็ม ช่วงที่มักเป็นน้ำเค็มคือช่วง "น้ำใหญ่" คือ ขึ้น 12 ค่ำถึงแรม 5 ค่ำ

ความยาวของคลองอยู่ในราว 5 กิโลเมตร พื้นที่บริเวณนี้กว้างราวๆ 300 ไร่

น้ำที่เห็นใสแจ๋วเป็นสีมรกตมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่จำนวนมากและมีออกซิเจนอยู่ เพียงพอให้สัตว์น้ำมีชีวิตอยู่ได้ มีสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตและกำมะถันปนอยู่จำนวนมาก การมีสารแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่มากทำให้น้ำจืดในคลองแห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับ ใช้เป็นน้ำดื่มโดยไม่ต้มก่อนนำมาดื่มกิน

ในลำคลองมีโขดหินสีเหลืองมัสตาร์ดมองเห็นอยู่ทั่วไปเกิดจากหินดินดานทำปฏิกิริยากับอากาศแล้วโผล่ขึ้นมาเป็นโขดหิน

ปลาที่พบในลำคลองมีทั้งปลาน้ำจืดและปลาน้ำกร่อย สถานที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านไปด้วย

พรรณ ไม้เด่นที่พบที่นี่ มีต้นพังหน ชมพู่น้ำ เสม็ด หวาย หมาก ระกำ หลุมพี หวายหลาวโอน การะเกดหรือเตยปาหนัน โกงกาง เหงือกปลาหมอ มะเดื่อ ลูกฉิ่ง เป็นต้น

นี่คือภาพที่เห็นในยามน้ำขึ้น มีน้ำทะเลหนุน ที่แม้ในยามน้ำลง ธรรมชาติก็ยังคงดูแลปกปักรักษาลักษณะบางประการของความเป็นป่าพรุเอาไว้ แต่ก็มีลางที่บอกอาถรรพ์ของทุนนิยมที่เข้ามาแทนที่อาถรรพ์เดิมในเรื่องของ ความเป็นไปได้ที่อาจจะสูญเสียป่าพรุแห่งนี้ไปในระยะยาว หากการจัดการผืนที่แห่งนี้ยังขาดองค์ความรู้ที่แท้

  ภาพน้ำขึ้นช่วง "น้ำใหญ่" น้ำทะเลกำลังลง

นี่คือต้นเหตุหนึ่งของการเกิดภาพข้างบนแท้จริงแค่ไหน ระหว่างที่เขียนบันทึกนี้ก็มีคำถามแวบมา ใครจะช่วยหาคำตอบให้หน่อยได้ไหม เพื่อจะได้จัดการเชิงป้องกันก่อนที่จะเสียหายไปมากมาย

หากจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาร่วมใช้จัดการความรู้ในผืนดินแห่งนี้ ควรเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไร จึงให้ผลในเรื่องความยั่งยืนของการปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ชั่ว ลูกหลานเหลน เหมือนผู้คนในรุ่นก่อนๆที่ใช้อาถรรพ์ป่าปกปักรักษามันมาให้แล้วจนมีวันนี้

27 มิถุนายน 2552