สำเนียงผู้ดีอังกฤษ ไม่ต้องปีนบันไดฝึก

 

ะยะเวลาที่ใช้ - 1 เดือน

           ภาษาเป็นตัวกลางอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราสื่อสารกันได้ ภาษาที่ถือว่าเป็นสากลที่สุดก็คงจะไม่พ้นภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษที่ใช้สนทนากันอยู่ในปัจจุบันก็มีมากมายหลายสำเนียงหรือที่เรียกว่า accent นั่นเอง ในประเทศไทยเราส่วนใหญ่จะสอนให้ออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American accent ) เพราะฟังง่าย ชัดถ้อยชัดคำ เมื่อเราฟังชาวต่างชาติหรือบทสนทนาในภาพยนตร์ ที่ใช้สำเนียงอังกฤษ(British accent) เราก็จะเริ่มรู้สึกว่าไม่เข้าใจ ฟังไม่ออก เนื่องจากเราไม่คุ้นหู ในคำบางคำ ถึงแม้จะเป็นคำเดียวกันแต่การออกเสียงของอังกฤษกับอเมริกันนั้นต่างกันลิบลับ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าถ้าสำเนียงอเมริกันเราออกเสียงง่าย ฟังง่ายอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ฝึกสำเนียงอังกฤษ เพื่อที่ว่าเราจะได้เข้าใจเวลาที่เราฟังบทสนทนาไม่ว่าผู้พูดจะพูดแบบอเมริกันหรืออังกฤษ นอกจากนี้สำเนียงเป็นสำเนียงที่ข้าพเจ้าชอบโดยส่วนตัว เพราะรู้สึกว่ามันไพเราะดีและมีเสน่ห์ มีลักษณะการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า British Accent กับ American Accent มันต่างกันอย่างไร จากการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต มีผู้ไขข้อข้องใจไว้ให้ดังนี้

สำเนียงอังกฤษและอเมริกันมีความแตกต่างกันเยอะพอสมควร โดยรวมสำเนียงอเมริกาจะ nasalise (ขึ้นจมูก) ส่วนสำเนียงอังกฤษจะเน้นเสียง glottal (ใช้ phalynx หรือผนังคอด้านใน)มากกว่า หลักๆที่ควรจำไว้คือ

- เสียงตัว R ในสำเนียงอังกฤษบางทีจะหายไปโดยเฉพาะเมื่อตามเสียง schwa  หรือเสียง 'เออะ'  เสียง schwa นี้จะอยู่ในพยางค์ที่ไม่ถูก stress เท่านั้น เช่น

Water (พยางค์ที่ขีดเส้นใต้หมายถึงถูก stress)

  • อังกฤษอ่าน วอ-เถอะ
  • อเมริกาอ่าน วอ-เดอร

พยางค์แรกเป็นพยางค์ที่ได้รับการ stress ส่วนพยางค์ที่สองไม่ stress จึงเป็นเสียง schwa ไป

- เสียง a ที่อังกฤษออกเสียง "อา"(ในทางภาษาศาสตร์คือ broad A หรือ long A)    อเมริกาจะเปลี่ยนเป็น "แอ" แทน เช่น

  • aunt อังกฤษอ่าน อานท์ อเมริกันอ่าน แอนท์

 

- เสียง t หรือ intervocalic t ในสำเนียงอังกฤษและอเมริกันบางครั้งก็ออกเสียงต่างกัน เช่น

Little

  • บางสำเนียงในอเมริกาจะออกเป็น ลิดเดิ้ล (จาก t เป็น d) อังกฤษก็ออก ลิทเทิล
  • บางทีอังกฤษก็ออกเสียงตัว t เป็นเสียง glottal stop แทน เช่น bottle เป็นเบาะ-เอิ้ล คือไม่ออกเสียงตัว t ไปเลย แต่อเมริกันจะออกเสียงตัว t

 

ประเมินตนเอง 

จากการประเมินตนเอง ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าตนเองมีความสามรถในการสนทนาระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถือว่าคล่องแคล่ว ซึ่งการทำพันธะสัญญาในเรื่องนี้ก็อาจจะทำให้ข้าพเจ้าพัฒนาศักยภาพในด้านการพูดได้ดีขึ้นและฝึกหัดสำเนียงอังกฤษได้ในระยะเวลาหนึ่งเดือน

 

เป้าหมาย

มีศักยภาพในด้านการพูดดีขึ้นและฝึกหัดสำเนียงอังกฤษได้ในระยะเวลาหนึ่งเดือน

           

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้มีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น

2. เพื่อทดสอบตนเอง ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่

3. เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสารกับชาวตะวันตก

4. สามารถสอนให้ผู้อื่นได้

5. สามารถฟังภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชได้เข้าใจมากขึ้น

 

วิธีการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้

1. เรียนรู้จากภาพยนตร์ที่ใช้สำเนียงอังกฤษ

เช่น Pride & Prejudice

 

 

2. เรียนรู้จากบทสัมภาษณ์ บทสนทนา ซึ่งหาชมได้ใน ช่องBBC ซึ่งเป็นของสหราชอาณาจักรหรือชมจาก www.youtube.com

เช่น บทสัมภาษณ์ Emma Watson

 3.เรียนรู้จากเพลงที่นักร้องใช้สำเนียงบริติช เช่น Lily Allen

 

แนวทางการพิสูจน์ว่ารู้แล้ว

1.สามารถอ่านหรือพูดโดยใช้สำเนียงบริติชให้เพื่อนฟังได้

2.สามารถฟังข่าวช่อง BBC ชมภาพยนตร์ที่ใช้สำเนียงบริติช หรือ ฟังบทสนทนาได้เข้าใจมากขึ้น

3.สามารถสอนให้ผู้อื่นได้บ้าง