ความรู้ ที่ได้จุดประกาย และ ส่งต่อ ดุจดังแสงสว่าง ที่จะจุด ในที่มืด หรือที่สลัว ให้มีความชัดเจน แจ่มแจ้ง กว้างขวางขึ้น เพื่อการพัฒนา ความรู้ สอดประสาน เชื่อมโยง ต่อไป อย่างยั่งยืน

ปฐมฤกษ์ บันทึกนี้ ได้เริ่มต้นถ่ายทอดลงสู่ Blog ของตัวเอง สักที จากที่เปิดไว้ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2551 ด้วยประสบการณ์ ที่น้อยนิด แต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ที่จะพยายามเข้ามามีส่วนร่วม ในการ สร้างสรรค์ ความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว ที่ได้รับจากสังคม มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ความรู้ ที่ได้จุดประกาย และ ส่งต่อ ดุจดังแสงสว่าง ที่จะจุด ในที่มืด หรือที่สลัว ให้มีความชัดเจน แจ่มแจ้ง กว้างขวางขึ้น เพื่อการพัฒนา ความรู้ สอดประสาน เชื่อมโยง ต่อไป อย่างยั่งยืน

 

 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ได้มีโอกาส เข้าร่วม การประชุมวิชาการ ระดับชาติ “๒๕๕๒ ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย” ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา จัดขึ้นที่ อาคารอิมแพ็ค คอนเวนเจอร์ เมืองทองธานี มีหัวข้อประเด็นการประชุมวิชาการ เกี่ยวกับอุดมศึกษา ที่น่าสนใจ ติดตาม อยู่มากทีเดียว แต่ไม่สามารถจะเข้าไปฟังได้ทุก Section ประเด็น ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ในครั้งนี้ เป็น เพียง Section หนึ่งของการจัดประชุมที่ตัวเองได้เข้าไปนั่งฟัง ในช่วงเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คือ “วิกฤตนักศึกษาไทย: ความรุนแรงและทางออก” โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ท่านได้นำเสนอ Wording ภาวะอาการของโรค ที่นิสิตนักศึกษาเป็นหนัก 3 โรค

 

 คือ “หัวใจตีบตัน”        “สำลักเสรีภาพ”   และ     “ศักดิ์ศรีบกพร่อง”

ความรักตีบตัน           เมื่อไม่มีความรักจากที่บ้าน เด็กก็จะเข้าหายาเสพติดได้ง่าย

โรคศักดิ์ศรีบกพร่อง    เมื่อผลการเรียนไม่ดี ไม่ได้รับการยอมรับก็ไปหาศักดิ์ศรีนอกโรงเรียน

โรคสำลักเสรีภาพ       มีแหล่งอบายมุขอยู่ทั่วไปที่ง่ายต่อการเข้าถึงของเด็ก

ซึ่งเป็นบทสรุปจากการสำรวจ วิกฤตทางสังคมที่กระทบต่อนิสิตนักศึกษาปี 2550 มีระดับความรุนแรงของปัญหาอยู่ในระดับ น้อย ถึง ปานกลาง 5 ด้าน สถานการณ์ของนิสิตนักศึกษา คือ

 

 1. การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม

 2. การเสพสุรา บุหรี่ ยาเสพติด

3. การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

4. การเล่นการพนัน

5. การใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย

 

แม้สถานการณ์ระดับความรุนแรงของปัญหาอยู่ที่น้อย ถึงปานกลาง ด้วยจิตวิญาณของความเป็นครู ในสถาบันอุดมศึกษา ก็มองว่าเป็น 5 ด้าน ที่ จะบั่นทอน ทำร้าย ลูกศิษย์ ของเรา ตลอดชีวิต ในระยะยาว ระยะเวลาในการใช้ชีวิตในสถาบันอุดมศึกษา ในระยะ 4-5 ปี จะสามารถ บ่มเพราะ ฉุดดึง“ลูกศิษย์” ที่มีนัย ทั้ง “ลูก” และ “ศิษย์” ว่า “ลูกไม้ ไม่น่าจะหล่นไกลต้น” และ “ ศิษย์ ไม่น่าจะเดินออกนอกเส้นทางครู” อย่างไรก็ตาม ความพยายามของ บุคลากรทางอุดมศึกษา คงจะได้ตระหนัก ถึง “วิกฤตทางสังคม” ที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการการสร้าง“นิสิตเข้มแข็ง” ให้อยู่รอดในทุกบริบทของสังคมได้ต่อไป