วันที่ 21 ส.ค. 2548 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปออกหน่วยกันที่ ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร แรกเริ่มเดิมทีผมคงไม่ได้ออกหน่วยในครั้งนี้ เนื่องจากมีภาระกิจจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 16 ณ คณะวิทยาศาสตร์ ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2548 ตรงกับการออกหน่วยพอดี และคณะ Mobile Unit ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ออกเดินทางตั้งแต่เย็นวันที่ 19 สิงหาคม 2548

       จากการประสานงานของคุณวิภาหรือแอ๊ว ผมได้ทราบว่าจะมีอาจารย์จากคณะวิทยาการจัดการชื่อภาวิณี ชังเภา จะเดินทางไปสมทบกับคณะในเย็นวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม  ระหว่างเวลา 16.30-17.00 น. โดยรถยนต์ส่วนตัว และได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไป ซึ่งผมได้ติดต่อไปและขอให้เธอมารับผมด้วยเนื่องจากผมต้องนำสิ่งของสัมภาระติดตัวไปไม่สะดวกไปพบเธอที่คณะ ซึ่งเธอก็ได้กรุณามารับผม ก่อนออกเดินทาง ฝนได้ตกหนักที่มน.แต่ในระหว่างทางมีฝนเล็กน้อย คณะของเรา 2 คน ไปพบคณะใหญ่ในระหว่างเวลาทานอาหารเย็นที่ "ริมปิง ริเวอร์ไซด์" ผมได้ร่วมโต๊ะกับคุณวิภาและพี่สาวของเธอเพราะเราทานอาหารมังสะวิรัติทั้ง 3 คน

        ผมได้พักร่วมห้องกับอาจารย์ครรชิต หัวหน้าภาควิชาเทคนิกการแพทย์ ซึ่งอายุน้อยกว่าผม 6-7 ปี ได้คุยกันทราบว่าท่านเลี้ยงด้วงกว่ามาประมาณ 3 ปี (เชี่ยวชาญทางแมลง) และชอบผสมพันธุ์ "ฤาษีผสม" ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าอาจมีงานวิจัยร่วมกัน ระหว่างเรื่องของน้ำผึ้งกับเรื่องของไขมันในเลือด หรือเรื่องโรคเลือดกับน้ำผึ้งอะไรทำนองนี้ คงต้องไปออกหน่วยร่วมกันอีก

        ตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม ผมได้มีโอกาสพบกับดร.วิบูลย์ ผู้นำคณะของเรา เลยเสนอไอเดียว่า น่าจะมีการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องงานวิจัยบนโต๊ะอาหาร เผื่อว่าจะเกิดความร่วมมือในการวิจัยระหว่างคณะขึ้น โดยมีกติกาว่าในโต๊ะอาหารมื้อเย็น 1 โต๊ะ (5-6คน)  ควรมีอาจารย์และเจ้าหน้าที่จากต่างคณะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เพื่อให้มีโอกาสสนทนาแนะนำตัวเพิ่มความสนิทสนม ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือวิจัยกันในอนาคต (ระหว่างทำงานไม่ค่อยได้มีโอกาสได้สนทนากัน) ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายของ "มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย" ซึ่งดร.วิบูลย์ ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับไอเดียนี้ แต่งานคงไปหนักอยู่ที่คุณวิภา

        คณะของเราออกจากโรงแรมเวลาประมาณ 8.00 น. และไปถึงพื้นที่ออกหน่วยเวลาประมาณ 9.00 น. ผมลงจากรถคนแรกและได้รับการต้อนรับ จากท่านนายอำเภอคลองลาน กำนันตำบลโป่งน้ำร้อน และครูใหญ่ ผมถือโอกาสสนทนาแทนท่านรองอธิการบดี ดร.วิบูลย์ ผู้คุมคณะซึ่งปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ เมือท่านกลับมาผมก็ปลีกตัวไปจัดโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องการพิสูจน์น้ำผึ้งแท้และน้ำผึ้งปลอม รวมทั้งเรื่องไขผึ้งแท้ ซึ่งเมื่อทำเป็นเทียนแล้วเมื่อจุดจะไม่มีเขม่าเนื่องจากากรเผาไหม้สมบูรณ์

        ลูกค้ากลุ่มแรกของผมคือกลุ่มนายอำเภอและกำนัน เนื่องจากชาวบ้านคนอื่น ๆ ไปรอคิวตรวจสุขภาพและทันตกรรม สิ่งที่ท่านนายอำเภอชอบใจคือไขผึ้งแท้ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งท่านจะนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนและอาจจะติดต่อผมในอนาคตเรื่อง "การใช้ประโยชน์จากไขผึ้งแท้"

         ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ผมได้ร่วมโต๊ะกับหัวหน้าสถานีอนามัย 2 ท่านและท่านอาจารย์วิบูลย์ ซึ่งพอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ระหว่างรอเวลาปฏิบัติหน้าที่ในภาคบ่าย ท่านดร.วิบูลย์ได้กรุณาเล่าประวัติให้ฟังย่อ ๆ ว่า "ผมเป็นเดิกบ้านนอก มีบ้านอยู่รอยต่อระหว่างชัยนาทกับสิงห์บุรี บ้านอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาทแต่ไปเรียนที่สิงห์บุรี พอตอนจะจบชั้นประถมสี่ ต้องสอบข้อสอบกลางทั่วประเทศ มีบางวิชาไม่เคยเรียนเพราะไม่มีครูสอนแต่ต้องสอบ อย่างไรก็ตามสามารถสอบผ่านไปได้"

          "ชีวิตผมมีจุดเปลี่ยนหลายช่วง ระหว่างจบประถมเจ็ดจะเข้ามัธยม ระหว่างมัธยมปลายเข้ามหาวิทยาลัย และช่วงไปทำงานและจะต้องไปเรียนที่อังกฤษ"

          "ตอนขึ้นเครื่องบินไปอังกฤษหลังจากขอเลื่อนไป 2 สัปดาห์ ผมไม่อยากไปแต่จำต้องไป มีความรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก จนสุภาพสตรีที่อยู่ข้างๆ ต้องมอบดอกไม้ (ของสายการบินไทย)เพื่อให้กำลังใจและขอให้สู้ต่อไปเพื่อความสำเร็จ"

          "ตอนมาอยู่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นรองคณบดี แล้วได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยให้มาทำงานด้านประกันคุณภาพ (ผู้ช่วยอธิการบดี) พองานกำลังไปได้ดี ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ"

           "งานสุดท้ายที่ได้รับคือ ผู้ดูแลหน่วยบริการเคลื่อนที่ของมหาวิทยาลัย"

           สิ่งที่ดร.วิบูลย์อยากสื่อ ก็คือ ในชีวิตมีจุดเปลี่ยนหลายครั้ง และแต่ละครั้งได้รับงานล้วนแต่ยาก ๆ   แต่ในความรุ้สึกของผม ผมว่าท่านได้รับการทดสอบจากเบื้องบน (สิ่งที่มองไม่เห็น) และงานที่ผ่านมือดร.วิบูลย์ ล้วนเป็นงานคุณภาพ เนื่องจากท่านสามารถแยกงานบริหารออกจากงานวิชาการได้ และมีความสามารถในการบริหารทีมงาน คือ ผู้บริหารต้องทำหน้าที่เป็น "คุณอำนวย" อย่าทำหน้าที่เป็นเจ้านายหรือสวมบท "ข้ามาคนเดียว" เป็นอันขาด

          ขากลับผมได้นั่งรถมาเป็นเพื่อนกับอาจารย์ภาวิณี และได้พูดเรื่องรถที่เธอขับ ซึ่งเป็นรถเกียร์ออโต้ และใช้กระจกไฟฟ้าว่า "เวลาขับรถต้องตั้งสติให้ดี หากมีเหตุคับขันจะได้สามารถควบคุมสติได้" ผมได้ยกตัวอย่างพี่ชายของผม คือ แกขับรถไปกับครอบครัว 3 คน ระหว่างทางมีรถปาดหน้า ทำให้แกหักหลบและรถเสียหลังพุ่งตกน้ำ แต่แกมีสติดี ระหว่างที่รถยังไม่จมน้ำ แกปลด central lock และกดปุ่มหมุนกระจกลง พอน้ำเข้ารถครึ่งคัน แกเปิดประตูออก พาคนในครอบครัวขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย (แต่ตัวแกไม่ปลอดภัย เพราะเจอเศษแก้ว จากขวดสุราบาดอุ้งเท้าเป็นแผลฉกรรจ์)

           ในเช้าวันจันทร์ที่ 22  ผมได้ทราบข่าวว่า นิสิตมน. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกอุตสาหการ พร้อมกับผู้โดยสาร 2 คน ขับรถเสียหลังลงคลองชลประทาน และเสียชีวิต 3 คน เป็นเรื่องน่าสลดใจครับ...