เริ่มบันทึกวันแรกสำหรับblogใหม่ ในฐานะครูคนหนึ่ง ซึ่งตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ดี ๆ ให้ลูกศิษย์และผู้ที่หลงเขามาอ่าน.......

     วันนี้ได้ดูข่าว นายกทักษิณ ในฐานะพ่อคนหนึ่งพาลูกสาวไปทำบุญวันเกิดอายุ 19 ปี นอกจากเอาของเล่นไปแจกเด็ก ๆ แล้ว ได้ไปทำบุญที่วัดสวนแก้วซึ่งมี พระพยอม กัลยาโน (มีตำแหน่งเป็นพระราชาคณะแล้วแต่กลัวว่าจะเรียกตำแหน่งไม่ถูก ตำแหน่งพระราชาคณะชั้นสามัญเดิมคือพระพิศาลธรรมพาที ถ้าผิดขออภัยด้วยหรือท่านผู้รู้โปรดบอก) เป็นเจ้าอาวาส พระพยอมได้ถามลูกสาวนายกตอนหนึ่งว่า "คนเราเกิดมาทำไม" "เกิดมาเพื่อให้เขาช่วย หรือเกิดมาเพื่อช่วยเขา" แล้วก็เล่านิทานว่า มีเปรตตนหนึ่งอยากไปเกิด แต่อยากไปเกิดอย่างสบายไม่ต้องทำอะไร พอได้ไปเกิดจริง ได้เกิดเป็นคนพิการและต้องไปมีอาชีพขอทาน (สบายไม่ต้องทำอะไร แต่ก็ต้องยังชีพโดยการขอทาน)

    จากเหตุการณ์และข้อความข้างต้นทำให้ผมนึกถึง ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เคยปาฐกถาเรื่อง "เกิดเป็นคนต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน" ซึ่งผมได้นำมาคิดอยู่ตลอดว่าเราเกิดมาเป็นคนไทยและมีอาชีพเป็นข้าราชการพลเรื่องในมหาวิทยาลัย หรือพูดง่ายๆ คืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย จะตอบแทนบุญคุณแผ่นดินได้อย่างไร สิ่งที่ทำได้คือ

  1. พยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุดในการทำงาน โดยพึ่งงบประมาณจากหน่วยงานให้น้อยที่สุด ซึ่งคนบางคนอาจคิดว่าผมเป็นคนโง่ก็ได้
  2. ไม่เรียกร้องสวัสดิการหรือผลประโยชน์อื่นๆจากมหาวิทยาลัยหรือเรียกร้องให้น้อยที่สุด
  3. มีแนวคิดที่ว่า "คุณให้อะไรกับมหาวิทยาลัยแล้วหรือยัง" มากกว่าการที่จะเรียกร้องให้ "มหาวิทยาลัยทำอะไรเพื่อเราหรือพวกพ้องของเราแล้วหรือยัง"
  4. การทำงานให้กับมหาวิทยาลัย คือ "การสร้างคน"
  5. พยายามหางบประมาณมาทำงานจากส่วนอื่น ๆ ที่จะหาได้ เพื่อตั้งเป็นกองทุน "การสร้างทรัพยากรมนุษย์" โดยใช้แนวทางของ KM หรือ Knowledge management แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากแต่ท้าทาย
  6. พยายามทำงานที่ต้องออกไปพบปะประชาชนและให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้ง และสอนกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งให้ผลิตน้ำผึ้งที่ดีให้กับประชาชนคนไทย ได้บริโภคของดี (เพราะผมชอบผึ้งและมีความถนัดและเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องผึ้งเป็นพิเศษ)
  7. พยายามคิดและเตือนตัวเองว่าเราเป็น "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ต้องทำงานให้กับประชาชนคนไทยที่ท่านรักและเป็นห่วง อยากให้คนไทยอยู่ดีกินดี โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง (ซึ่งคนจนจริงๆ เลี้ยงไม่ได้)
  8. การสร้างคนแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก สร้างคนที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยที่สอนโดยผ่านรายวิชาที่สอนรวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย แนวทางที่สอง สร้างคนผ่านกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ในปัจจุบัน

        กว่าผมจะคิดได้และมาเป็นคนที่มีความคิดแบบนี้ คนที่เกี่ยวข้องคือ พ่อแม่และพี่หลายคนของผม, ครูเตรียมและประถมของผม, ครูมัธยมของผม, พระอาจารย์โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์, ครูในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะ ศาสตราจารย์ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ซึ่งสอนการทำงานโดยไม่สอนทฤษฎี แต่ "สอนให้ลงมือทำ" (รวมทั้ง รองศาสตราจารย์จริยา เล็กประยูร ที่ปรึกษาที่ช่วยเหลือเมื่อผมมีปัญหามาโดยตลอด และ รองศาสตราจารย์สีมา ชัยสวัสดิ์ ที่สนับสนุนผมหลายเรื่อง) อาจารย์มนูญ ปิยาวรานนท์ สอนให้ทำงานแล้วจะรู้เอง, โครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรสร้างชุมชน, คุณบำรุง วรรณชาติ เกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสม จากตำบลทับคล้อจังหวัดพิจิตร, กัลยาณมิตร 2 ท่าน คือ ผศ.ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ ที่กรุณาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ฟังเมื่อได้ไปทำงานร่วมกัน และ รศ.ดร.มาลินี ธนารุณ ที่กรุณาให้กำลังใจในการเขียน blog

         ขอบคุณนโยบายการทำงานเชิงรุกของ นายกทักษิณ ที่ทำให้มุมมองการทำงานของข้าราชการบางส่วนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะตัวผมเอง ก็ได้รับอิทธิพล (ทางที่ดี) จากนโยบายการทำงานของรัฐบาล คราวนี้มาถึงข้อความข้างต้นที่นายกไปพบพระพยอม พระพยอมพูดว่า "นายกเกิดมาเพื่อช่วยเหลือคน" ซึ่งผมคิดว่าในความหมายคือ การได้เป็นรัฐบาลมีงบประมาณและกลไกของรัฐย่อมทำงานเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจนได้ (หากตั้งใจทำ)

          ส่วนผมก็คงตั้งใจทำงานต่อไป เพื่อจะพยายามสร้างคนในชาติให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันเชิงการค้า ซึ่งคนไทยไม่ค่อยจะเก่งเรื่องการตลาดและการค้าในระดับประเทศและระดับนานาชาติ  และพยายามที่จะเรียนรู้การสร้างงานในชนบท เพื่อที่จะชักจูงหรือโน้มน้าวให้คนในหมู่บ้านที่ไปเรียนจนจบการศึกษาแล้วได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด เหมือนโครงการ "รักบ้านเกิด" ซึ่งเป็นโครงการที่ดี แต่หายจากจอทีวีไปนานและไม่กลับมาอีกเลยในขณะนี้ ผมหวังว่าสักวันในชีวิตผมคงทำได้ และผมขอเกิดเป็นคนที่ "ช่วยเหลือคนอื่น" ดีกว่าเกิดเป็นคนที่ให้ "คนอื่นช่วยเหลือ" ครับ

ศ.ดร.สิริวัฒน์                        รศ.สีมา