รู้อย่างนี้ไม่เสียใจหรอก

งานที่ทำในองค์กรส่วนใหญ่ก็มีทั้งงานที่รูทีน และงานสำคัญเร่งด่วนที่อยู่ในใจ ผู้บริหาร และงานอย่างหลังนี้แหละที่หลายฝ่าย หลายคนพยายามเข้าไปเสนอตัวทำงาน เพราะผลที่ได้นั้นคาดหวังได้เลย

 มันคือผลงานเด่นที่จะเด่นไปตลอดทั้งปี แต่ก็มีงานบางอย่างท้าทายซะจนน่ากลัว จนฝ่ายที่รับผิดชอบควรไปทำ บางครั้งเขาก็ชะลอเพื่อตั้งหลักให้ดีก่อนจึงเดินหน้าต่อ และงานแบบนี้นานๆ จะมีซะที  ความเร็วจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบข่าวก่อนก็จะได้เปรียบ  

ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเป็นงานของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมารยาทก็แจ้งก่อนและรีบทำก่อนในฐานะที่เป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่พอทำไปแล้วคนที่รับผิดชอบมาช้า จนงานนั้นถูกทำไปจนเลยขั้นวิกฤติ

ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ตนเองจะคิดว่านั่นมันเป็นผลงานของเรา 

จากนั้นฝ่ายที่รับผิดชอบก็ออกไปทำตามขั้นตอน

จนงานสำเร็จสามารถนำเสนอเป็นผลงานโชว์ได้

 โดยเป็นผลงานที่มีฝ่ายอื่นโดดเด่นกว่า และด้วยเหตุที่มันสำคัญมากๆ ทำสำเร็จปุ๊ปก็จำเป็นต้องนำเสนอกับเวทีสำคัญระดับสูงทันที

ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นหัวหน้าทั้งสองฝ่าย จำเป็นต้องเลือกและนำเสนอผลงานสำคัญแก่เวที

จำเป็นต้องตัดฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน(ซึ่งมีผลงาน)ออกจาก เนื้อหาการนำเสนอ เพราะเหตุผลคืออะไรจึงต้องตัดออก

หากนำเสนอว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึงที่เกิดเหตุและได้ทำการควบคุมสถานการณ์อย่างได้ผลและประสพความสำเร็จ

เวทีก็จะมองว่าภายในกลุ่มภารกิจมีปัญหา ไม่มีการแบ่งหน้าที่กันทำ เกี่ยงงอนกัน ผู้บริหารเสียความสมาร์ทในสายตาของเวที

  ฝ่ายที่ควรจะทำงานก็จะไม่สามารถจะทำอย่างไหนดี อีหลักอีเหลือก

รู้ทั้งรู้ว่าใครเป็นคนทำและเป็นผลงานของใคร

แต่ก็จำเป็นต้องตัดซีนนี้ออกไป (เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้)

อีกฝ่ายหนึ่งก็แน่นอนละครับ แอบบ่นดังๆ แอบน้อยใจ แต่อีกใจก็รู้ว่าเรานะก้าวก่าย ลึกๆ ก็เหมือนแย่งผลงานคนอื่นเหมือนกัน..

จากการตัดสินใจของผู้บริหารดังกล่าวทำให้งานนี้กลุ่มภารกิจมีผลงานเด่น องค์กรก็มีผลงานสำคัญที่โชว์ระดับประเทศได้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เบื้องหลังการถ่ายทำเค้าไม่พูดกันหรอก จริงมั้ย...

 

นี่แหละการบริหารใกล้ตัว ที่ผมเข้าใจและบันทึกไว้เพื่อเป็นข้อคิดหนึ่งให้กับตนเองในการทำงาน