...

สหรัฐฯ ออกแนวทางปฏิบัติ (guidelines) ใหม่สำหรับหวัด 2009, ไข้หวัดหมู, ไข้หวัดใหญ่ H1N1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 แนะนำให้ไม่ต้องปิดโรงเรียน

แนะนำให้คนป่วย ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก กลับไปทำงานหรือเรียนได้หลังไข้ลง 24 ชั่วโมง ไม่ต้องพัก 7 วันเต็มแบบคำแนะนำก่อนหน้านี้

...

อ.ดร.โธมัส ฟรีเดน ผู้อำนวยการ CDC หรือศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก้าวไปไกล หรือมีคนติดเชื้อมากแล้ว เฉพาะที่นิวยอร์คแห่งเดียวน่าจะมีคนติดเชื้อ 800,000 คนแล้ว

วิธีการที่ดีตอนนี้คือ ส่งเสริมให้ทุกคนล้างมือด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ

...

การปิดโรงเรียนมีผลดีน้อยกว่าต้นทุนทางสังคม เช่น การให้เด็กอยู่บ้านหมายถึงพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหยุดงานตามไปด้วย ทำให้ผู้ใหญ่ขาดงาน ส่วนเด็กๆ จะขาดโอกาสทางการศึกษา ฯลฯ

สหรัฐฯ มีนักเรียน 55 ล้านคน ครูและเจ้าหน้าที่ 7 ล้านคน = 20.19% หรือ 1/5 ของประชากรสหรัฐฯ 307.12 ล้านคน [ census ]

...

การปิดโรงเรียนพร้อมๆ กันทั่วประเทศจะทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากต้องหยุดงานไปดูแลเด็กๆ อย่างน้อยเท่ากับจำนวนเด็ก คือ 55 ล้านคน ผลคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังทรุดอยู่แล้วจะยิ่งฟื้นตัวช้าลง

WHO หรือองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ไข้หวัดหมู H1N1 หรือหวัด 2009 ได้มาถึงจุดที่ไม่มีอะไรหยุดมันได้อีกต่อไป (unstoppable; un- = ไม่; stop = หยุด; -able = ได้)

...

สิ่งที่คนทั่วโลกช่วยกันได้ คือ ช่วยกันล้างมือด้วยสบู่ให้ถูกวิธีบ่อยๆ แยกคนไข้ให้อยู่กับบ้าน ไม่เข้าไปในห้องแอร์โดยไม่จำเป็น

การป้องกันไม่ให้คนป่วยพร้อมกันมากๆ เป็นวิธีลดปริมาณไวรัสในโลกไม่ให้มีจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

...

โอกาสกลายพันธุ์ของไวรัสแปรตามจำนวนไวรัส ยิ่งมากยิ่งมีโอกาสกลายพันธุ์ภายในมาก และยิ่งมากยิ่งมีโอกาสแลกเปลี่ยนสายพันธุ์ภายนอกกับเชื้อดุๆ เช่น ไข้หวัดนก ฯลฯ เกิดเป็นเชื้อใหม่ที่โหดมากขึ้น

เวลานี้เป็นเวลาที่คนทั่วโลกช่วยกันได้ และควรช่วยกันด้วย เพราะถ้าลดปริมาณเชื้อให้น้อยลง โอกากลายพันธุ์ หรือผสมข้ามพันธุ์จะลดลง ส่งผลทำให้ปลอดภัยไปทั้งโลก

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

 > Thank Reuters

ที่มา                                                                      

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 8 สิงหาคม 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.