วันที่ ๒๒ ก.ค. ๕๒ ผมนัดคุยกับนักมนุษยศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ห้องประธาน กกอ. ที่ สกอ. เป็นการใช้ประโยชน์ห้องนี้นานๆ ครั้ง เรื่องที่คุยกันคือบทบาทของสาขามนุษยศาสตร์ต่อการขับเคลื่อนระบบมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
ข้อกังวลที่ผมดมกลิ่นได้ก็คือ ขบวนการขับเคลื่อนระบบมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติฟังเสียงของวงการมนุษยศาสตร์ (และสังคมศาสตร์) น้อยไป เป็นกิจกรรมที่คนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปมีบทบาทเด่นเกินไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยต่อความเป็นจริงข้อนี้
โจทย์ของผมก็คือ คนในวงการวิชาการสาขาวิชาต่างๆ จะเข้ามามีส่วนต่อการขับเคลื่อน มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติได้อย่างไร โดยให้น้ำหนักที่ผลประโยชน์ของชาติ ๘๐ ส่วน ต่อผลประโยชน์ของสาขาวิชาการ ๒๐ ส่วน
คำตอบของผมข้อที่ ๑ คือ ต้องเข้ามาทำงานวิชาการข้ามศาสตร์ครับ ต้องเอาโจทย์ของบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง เอาวิชาการเฉพาะสาขาเป็นผู้รับใช้ รับใช้โดยเข้าไปทำงานคลี่คลายประเด็นทางสังคม ปรากฏการณ์ทางสังคม ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัย และปรากฏการณ์การคลี่คลาย/พลวัต ระยะยาว
ผมคิดว่าการทำงานวิชาการทางมนุษยศาสตร์โดยเอาปรากฏการณ์ทางสังคมภาพใหญ่ๆ เป็นโจทย์ ออกแบบการทำงานให้เกิดความร่วมมือข้ามศาสตร์ เป็นงานวิชาการที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง และเรามีประสบการณ์การออกแบบงานวิชาการแบบนั้น หัวหน้าคณะที่มาคุยกับผม คือ ศ. ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ คือผู้ทำงานชิ้นนั้น ได้ผลเป็นที่เลื่องลือ เคล็ดลับคือหาทางตั้งโจทย์วิจัยให้มันห่างตัวเอง ห่างสาขาของตัวเอง เข้าไว้ ให้มันเป็นเรื่องของผู้คน ยิ่งเป็นเรื่องของผู้คนที่น่าสงสาร ยิ่งมีเสน่ห์ เรื่องที่เราทำเป็นเรื่องของคนไร้กล่องเสียงครับ
ข้างบนนั้นเป็นบันทึกก่อนการพบปะนักวิชาการ ๔ ท่าน ครับ ถือเป็นการทำการบ้านทางความคิด หรือ BAR ของผม ผมสนุกมากที่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ทั้งสนุกและมีคุณค่าต่อบ้านเมือง (ผมคิดเอาเอง)
ผู้มาพบผมมี ๔ ท่าน คือ ศ. ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ, รศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์, รศ. ดร. กิ่งกาญจน์ เทพกาญจนา รองคณบดีฝ่ายวิจัย, อ. ดร. วาสนา ตัวแทนอาจารย์รุ่นเยาว์ สรุปได้ว่าผมทำ BAR ถูกประเด็นครับ ท่านเหล่านี้มาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ การเตรียมการณ์ของทางการจุฬาฯ เพื่อรองรับโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ โดยใช้จารีตและกฎเกณฑ์ของวิชาการสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ฐานข้อมูล ISI และ Scopus ทำให้ท่านอึดอัด
ผมได้แนะนำท่านว่าอย่าได้คล้อยตามทาง สกอ. (หรือทีมจัดการของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ) ไปเสียทั้งหมด ตรงไหนที่ไม่เห็นด้วย หรือมีความเห็นเพิ่มเติม ก็ขอให้แจ้ง และชี้แจง เพื่อจะได้ช่วยกันทำให้โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ก่อประโยชน์แก่บ้านเมืองมากขึ้น รวมทั้งน่าจะยึดถือการทำประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นตัวตั้ง โดยถือว่ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ต้องทำหน้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง (Driver for national development)
การพูดคุยกันแตกแขนงสู่เกณฑ์การยอมรับคุณภาพของผลงานวิชาการ ซึ่งผมมองว่ามหาวิทยาลัยวิจัยต้องช่วยกันกำหนดให้มีความยืดหยุ่นเพื่อให้ได้คุณภาพที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยที่ในด้านความเข้มข้นของคุณภาพสูงยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเคียงบ่าเคียงไหล่กับวงการวิชาการสากล
ไม่ว่าจะคุยกันเรื่องอะไร ผมแนะนำให้ทางจุฬาฯ ทำหน้าที่ผู้นำด้านคุณภาพวิชาการที่ยืดหยุ่น ที่เข้าใจคุณภาพที่แท้จริง อยู่เรื่อยไป ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติต้องเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวิชาการด้านต่างๆ ให้แก่ประเทศ โดยที่วัฒนธรรมวิชาการต่างศาสตร์ย่อมต่างกัน โดยที่การยอมรับความแตกต่างนั้นไม่ใช่เพื่อย่อหย่อนมาตรฐานคุณภาพ
ผมได้แนะนำให้ท่านเหล่านั้นร่วมกันสร้างมาตรฐานคุณภาพผลงานวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor แต่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทยที่ สกอ. ยอมรับ โดยเลือกผลงานตีพิมพ์ในปี ๒๕๕๑ มาสัก ๒๐ รายการ ที่ถ้าเอามาขอตำแหน่งศาสตราจารย์ก็จะได้รับการยอมรับ นับได้ว่าเป็นผลงานวิจัยที่คู่ควร แล้วช่วยกันระบุคุณลักษณะของผลงานวิจัยเหล่านั้นออกมาเป็นเกณฑ์ เรียกว่าเกณฑ์การยอมรับคุณภาพของผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทยรับใช้สังคมไทย
ผมได้แนะนำให้ท่านที่มาคุย หาทางขับเคลื่อนจารีตการทำงานวิจัย/วิชาการด้านมนุษยศาสตร์ไปสู่การสร้างความรู้จากแผ่นดินแม่ โดยการตีความคุณค่าของการเป็นมนุษย์จากปรากฏการณ์ร่วมสมัย หาทางสร้างความรู้เพื่อเพิ่มคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยหากเรายินดีเปลี่ยนวิธีคิด และ ศ. ดร. ธีระพันธ์ ก็เคยทำมาแล้ว
ที่จริงสาขาด้านมนุษยศาสตร์สาขาหนึ่งมีคุณูปการต่อสังคมสมัยใหม่มาก คือด้านศิลปะสร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงสังคมหลากหลายด้านทำได้ง่ายขึ้นผ่านงานและกิจกรรมด้านศิลปะ
เอาเข้าจริง กลายเป็นเสียงของผมเป็นส่วนใหญ่ ที่พูดในเวลา ๓ ชั่วโมงที่คุยกัน
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ค. ๕๒