คุณ Jamil Salmi แห่งธนาคารโลก    เขียนในหน้าแรกของหนังสือเล่มเล็ก The Challenge of Establishing World-Class Universities ว่า    เมื่อ THES ประกาศผล World University Ranking 2005 และมหาวิทยาลัยอันดับนำ ๒ แห่งของมาเลเซีย ตกอันดับโลกลงไปถึง ๑๐๐ ตำแหน่ง    ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในประเทศ    จนไม่กี่สัปดาห์ต่อมาอธิการบดีของ University of Malaya ลาออก    ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยทั้งสองไม่ได้ตกต่ำลง    แต่อันดับตกลงเพราะ THES เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่    ปรากฏการณ์นี้แสดงความมุ่งมั่นระดับประเทศที่มาเลเซียต้องการใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ    ไปสู่ Knowledge Economy


          เท่ากับสังคมคาดหวังสูงมากจากมหาวิทยาลัย ต่อหน้าที่รับใช้ประเทศ    ในการมีบทบาทร่วมนำประเทศไปสู่สภาพใหม่ คือสังคมที่เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้    และเขาเชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกทำหน้าที่นี้


          สำหรับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของไทย    ผมตีความว่า เราต้องช่วยกันคิดให้ชัด ว่าเรามีไว้เพื่ออะไร    เราคงจะไม่ได้มีไว้อวดโลก หรืออวดคนไทย ว่าเวลามีการประกาศ World University Ranking เราก็มีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในรายชื่อกับเขาเหมือนกัน    เราควรจะรู้จักคิดลึกกว่านั้น    ฉลาดกว่านั้น    เราต้องมีมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติไว้ทำประโยชน์แก่สังคมในมุมมองที่ลึก และมองเชื่อมโยง


          แน่นอนที่สุด สิ่งที่เราต้องการคือการขับเคลื่อนสังคมฐานความรู้ ฐานปัญญา สังคมเรียนรู้ สังคมที่เข้มแข็งในการใช้ศักยภาพของมนุษย์ สังคมที่มีระบบจัดการพลังปัญญา    สังคมที่เอาใจใส่หมกมุ่นกับความดี ความงาม ความเจริญปัญญา    ไม่ใช่สังคมแตกแยก สังคมเห็นแก่ตัว สังคมผิวเผิน สังคมไม่จริงจัง สังคมทุจริต


          มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติต้องมีฐานคิดว่าจะมีบทบาทสร้างสรรค์สังคม ในระยะยาวอย่างไร    เป้าหมายคืออะไร  และจะดำเนินการอย่างไรไปสู่เป้าหมายนั้น    การได้อันดับ World Ranking สูงเป็นเพียงดัชนีเดียว    เราต้องมีดัชนีของประเทศไทยเราเองด้วย   


          โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จึงต้องกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จของโครงการไว้ให้ชัด    เน้นดัชนีระยะยาว เน้นดัชนีในการสร้างความเจริญแก่ประเทศ


วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ค. ๕๒