สรุปบทเรียนจากตลาดพระเครื่อง: ประกาศนียบัตรเชิงประจักษ์ โดยวิธี “เบญจภาคีชุดละ ๕๐๐ บาท”


พอเข้าเดือนที่ ๘ ผมเริ่มพัฒนาความรู้เข้าสู่พระเบญจภาคีอย่างเต็มรูปแบบ และทดลองใช้ความรู้ที่มีเสี่ยงดู ปรากฏว่า ผมสามารถหาซื้อพระเบญจภาคีเนื้อดินชุดที่ต้นทุนถูกที่สุดเป็นชุดแรก “ด้วยตนเอง” ได้ในราคา ๕๐๐ บาท (ไม่รวมกรอบ และสร้อย)

หลังจากใช้เวลาศึกษาพระเครื่องมาเป็นเวลาประมาณ ๘ เดือน ผมก็เริ่มมั่นใจในความรู้ที่ได้รับ โดยการเริ่มต้นจากการแนะนำของ “ท่านเซียนใหญ่” ในระยะแรกๆ และท่านก็ค่อยๆปล่อยให้ผมลุยเองบ้าง ที่ทำให้ “โดนทุบ” มาบ้างพอสมควร

แต่ด้วยระบบ “ประกันคุณภาพ” ที่ผมเจรจาไว้ล่วงหน้า ตามหลักการเช่าพระว่า “แลกคืนได้ในราคาเดิม” ก็เลยเรียนรู้ได้เร็วและพลาดไม่มาก ก็เสียบ้างแบบ พอเป็น “ค่าลงทะเบียน”

ผมได้เริ่มเรียนจาก “พระกรุเนื้อดิน” ยุคทวาราวดี และศรีวิชัย เป็นหลัก ยุครองลงมาเช่น ลพบุรี อู่ทอง เชียงแสน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย อยุธยา ก็เล่นบ้างนิดหน่อย พอเป็นกระสาย ในช่วงที่หาพระทวาราวดีไม่ได้

จนคาดว่าตอนนี้น่าจะมีพระทวาราวดี และศรีวิชัยครบทุกเขตแล้ว แต่ไม่ครบทุกกรุแน่นอน

การเล่นพระข้างเคียงดังกล่าว ทำให้ผมมีโอกาสรวบรวมพระที่เป็นพระ “เบญจภาคี” หลายรูปแบบ

ตั้งแต่เบญจภาคีเนื้อดิน ที่ใกล้เคียงกับพระกรุที่ผมศึกษาอยู่ โดยเฉพาะ พระรอดลำพูน พระซุ้มกอกำแพง พระนางพญาพิษณุโลก และพระผงสุพรรณ (ยกเว้นพระสมเด็จที่ศึกษาได้ยาก มีรายละเอียดมาก และปลอมมากแบบ ๙๙.๙๙ %)

เบญจภาคีเนื้อชิน ก็อยู่ในกลุ่ม ลพบุรี สุโขทัย อู่ทอง อยุธยาเป็นหลัก

ส่วนเบญจภาคีพระปิดตาเกจิอาจารย์ ก็มีเกือบครบ แต่ไม่เน้นก็เลยยังไม่ครบ ทั้งที่มีโอกาสจะหาให้ครบได้

การศึกษาระยะแรกๆ ก็ค่อนข้างลำบาก เพราะยังไม่มีความรู้พอ ว่า พระแท้ต้องดูอย่างไร ทำให้ต้องใช้เงินซื้อในราคาที่ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่อยู่ในหลักพันต้นๆ ถึงพันปลายๆ ที่ทำให้ผมได้พระแท้ๆไม่กี่องค์

แต่พอผ่านไปประมาณ ๓-๔ เดือน มีความรู้เริ่มมากขึ้น ราคาก็ลดลงมาเหลือประมาณ หลักร้อยปลายๆ ทำให้ผมกล้าลุยตลาดมากขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

เมื่อมาถึงเดือนที่ ๖ ผมเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ที่สามารถซื้อพระยุคทวาราวดีแท้ๆในราคาหลักสิบ แบบ สามองค์ร้อย หรือสององค์ร้อย ได้อย่างไม่พลาด

พอเข้าเดือนที่ ๘ ผมเริ่มพัฒนาความรู้เข้าสู่พระเบญจภาคีอย่างเต็มรูปแบบ และทดลองใช้ความรู้ที่มีเสี่ยงดู

ปรากฏว่า ผมสามารถหาซื้อพระเบญจภาคีเนื้อดินชุดที่ต้นทุนถูกที่สุด แบบพระหลักสิบ เป็นชุดแรก “ด้วยตนเอง” ได้ในราคารวม ๕๐๐ บาท (ไม่รวมกรอบ และสร้อย)

กล่าวคือ

1.   พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายราคา ๒๐๐ บาท (ห้าองค์ ๑๐๐๐ บาท)

2.   พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ๑๐๐ บาท

3.   พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ ๕๐ บาท

4.   พระรอด กรุมหาวัน เนื้อเขียว พิมพ์เล็ก ๕๐ บาท

5.   พระนางพญาพิษณุโลก อกนูนเล็ก ๑๐๐ บาท

ที่ผมถือเป็นความภูมิใจ ที่ทำได้สำเร็จแบบ “ประกาศนียบัตรเชิงประจักษ์” ที่มาจากการทุ่มเท เรียนรู้มาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปี

และผมต้องขอขอบคุณ “ท่านเซียนใหญ่” ที่ช่วยชี้แนะ และผู้มีวิญญาณแห่งความเป็นครูในตลาดพระเครื่องเมืองขอนแก่น ที่ช่วยแนะนำเป็นระยะๆ ให้ยืมตำราดูพระ และการช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่ทำให้ผมทำได้สำเร็จในวันนี้ครับ

 

หมายเลขบันทึก: 282522เขียนเมื่อ 3 สิงหาคม 2009 00:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 10:17 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

เรียนดร. แสวง รวยสูงเนิน

ผ่านมาเห็นพระเครื่องเรื่องที่คนในบ้านชอบๆมากค่ะ

ก็เลยนำเชอรี่รสหวานอมเปรี้ยวมาฝากค่ะ

และว่างๆจะถ่ายรูปพระเครื่องมาให้ชมค่ะ

 

ขอบคุณครับ

น่าทานมากเลยครับ

มีอะไรจะปรึกษาก็ยินดีนะครับ

เพราะได้รางวัลเชอรรี่ล่วงหน้ามาแล้ว ต้องตอบแทนครับ

 

อยากทราบแหล่งที่มาของพระที่ได้มาครับ อาจจะขอเดินตามรอยอาจารณ์บ้างครับ....

พระแท้ดูง่ายมักไม่สวย ราคาถูกครับ แต่บางตลาดก็ราคาแพงนะครับ บางทีเขาไม่สนใจความสวย ดูง่ายอย่างเดียวพอ แปลกดีเหมิอนกัน

แล้วแต่ตลาดครับ จึงต้องเลือกตลาดดีๆ แล้วจะไม่เสียเงินมากครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี