คนที่ซื่อสัตย์ คือสมบัติของพระราชา
เรื่องเล่าแบบย่อๆ เป็นบทความ จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2551 ของพระราชวิจิตรปฏิภาณ วัดสุทัศน์
ท่าน(ท่านในที่นี้คือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ)เล่าว่า มีนักธุกิจคนหนึ่งเคยทำงานกับคุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี มาขอพบ และเล่าว่า เมื่อก่อนเขาเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ได้เข้าค้นคว้าข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติเป็นประจำ ต่อมา ก็มีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งผูกเปีย 2ข้าง เข้าไปค้นข้อมูลย่างจริงจัง พอว่างก็สนทนากันถึงเรื่องวิชาการ อยู่มาวันหนึ่ง เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นก็ชวน ครูเขาไปเที่ยวบ้าน โดยบอกว่าจะให้พ่อเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ ในฐานะที่ให้ความรู้ด้านวิชาการ โดยนัดแนะกันที่พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา โดยเธอบอกว่าพอไปถึงประตูที่ 1 ให้บอกคนที่เฝ้าประตูด้วยคำพูดนี้(เป็นคำเฉพาะ) ครั้นถึงวันนัดหมายเขาก็ไปโดยนั่งรถแท็กซี่ ตลอดการเดินทางผ่านประตูก็บอกเจ้าหน้าที่นั้น โดยผ่านประตู 2 และประตู 3 ก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าเด็กหญิงคนนั้นคือ" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี" ซึ่งตอนนั้นยังมิได้เฉลิมพระยศนี้ ตอนนั้นเขาเริ่มมีอาการสั่น และเขาบอกว่าทีแรกนึกไม่ออกเพราะไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าฟ้าจะสนพระทัยอย่างจริงจัง เวลาค้นคว้าก็ทรงสืบค้นเองอย่างขมีขมัน โดยมิได้มีข้าราชบริพารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์และเวลาสนทนาก็ให้ความนับถือคู่สนทนา เมื่อรู้ว่าเด็กหญิงคนนั้นคือสมเด็จพระเทพฯ ก็สั่น ประหม่า กระทั่งรถแท็กซี่ก็พามาถึงที่นัดพบ สักครู่พระองค์ก็เสด็จออกมาแล้วตรัสปฏิสันถาร ซึ่งตอนนี้ก็รู้แล้วว่าพ่อของเด็กหญิงคนนี้ก็คือ"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" สักครู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออกมา ทรงมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแล้วตรัสว่า"เห็นลูกสาวบอกว่าเป็นเพื่อนกัน" เขาก็ก้มลงกราบด้วยความประหม่าเป็นที่สุด และได้กราบบังคมทูลว่า"มิเป็นการบังอาจ พระพุทธเจ้าข้า" ...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสว่า ขอให้ทำตัวตามปกติไม่ต้องประหม่าหรือกลัวแต่อย่างใด พระองค์ตรัสขอบใจที่ได้เป็นเพื่อนสนทนาในวิชาการดังกล่าว จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า "อันที่จริงก็มีผู้อยากขอเข้าเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก บางรายก็ขอนำเงินขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่เราจะรับเงินของเขาได้อย่างไร ในเมื่อเงินที่เขานำมาถวายเรานั้นเป็นเงินที่เกิดจากการขายแผ่นดินของเรา เราจึงรับเงินนั้นไม่ได้ ....ถ้าจะถามพระราชาอย่างเราต้องการอะไร เราก็ขอตอบว่า ...พระราชาอย่างเราต้องการคนที่ซื่อสัตย์ เพราะคนที่ซื่อสัตย์ คือสมบัติของพระราชาอย่างเรา"...เขาก้มลงกราบอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้แก่ครูสอนหนังสือ และพระราชดำรัสของพระองค์มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตอย่างสูงสุด ต่อจากนั้นพระองค์ก็พระราชทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นอาหารที่เขารับประทานแล้วอิ่มตลอดชีวิต......จากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของคนเป็นครูก็ เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัวเปลี่ยนที่ทำงานโดยไม่ตั้งใจ ชีวิตเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่พระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้นั้นจะจารึกไว้ในใจเสมอ ...... ถ้าผู้อ่านจะกรุณานำไปเล่าต่อให้คนทั้งหลายได้รับทราบ ก็จะเป็นลาภของคนที่ฟัง เขาจะได้รู้ว่าพวกเขาควรทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็น."คนของพระราชา"
สรุปและย่อจากเว็บไซต์ HOTMAIL ซึ่งมีผู้ส่งมาให้...จึงมาเล่าต่อค่ะ..
รู้สึกดีมากๆครับ
สวัสดีค่ะ
ข้าราชการ คือ สมบัติของพระราชาโดยแท้
ขอบคุณ คุณเพชร ..คุณครูแป๋ม และคุณครู ป.1 มากค่ะที่แวะมาชมค่ะ