ความเสมอภาคตามกฎหมาย(ข้อ26)
ข้อจำกัดของการดำเนินงาน
26.1.1 กรณีการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1) บทบาทของผู้หญิงในครอบครัว จากการข้อมูลที่ได้รับพบว่า ผู้หญิงมุสลิมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการดูแลครอบครัว ซึ่ง มีความผูกพันกับธรรมเนียมประเพณี และศาสนามาก และแต่เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ ทำให้โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป เมื่อผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตนเอง ผู้หญิงก็ไม่สามารถที่จะและปกป้องสิทธิชอบธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และศาสนา ของตนเองได้ เช่น บางกรณีผู้หญิงที่ได้รับเงินเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่เมื่อมีการตัดสินโดยใช้หลักการทางศาสนาเงินเยียวยาที่ได้รับกลายเป็นเงินมรดกที่ญาติฝ่ายชายได้ ทำให้ผู้หญิงได้เงินเยียวยาจำนวนไม่มาก ซึ่งจุดนี้จะต้องมีการทำความเข้าใจต่อหลักการตัดสินทางศาสนาและผลกระทบในเชิงสังคมและจิตวิทยา ซึ่งจะกล่าวในประเด็นต่อไป [1] นอกจากนี้ยังมีกรณีความผูกพันกับแม่ลูกที่ห่างเหินมากขึ้นเนื่องจากโครงสร้างสังคมที่ผลักดันให้ ครอบครัว ต้องทำมาหากินเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะครอบครัวที่ขาดผู้นำเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ ทำให้การดูแลลูกๆ ตกเป็นภาระของสถาบันนอกบ้านมากขึ้น เช่น โรงเรียน มีความแตกต่างระหว่างผู้หญิงที่มีการศึกษาและผู้หญิงไม่ได้รับการศึกษาในครอบครัว มลายูมุสลิม ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาและมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีจะมีโอกาสในการอธิบายถึงความต้องการและตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองได้ดีมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษา แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการเห็นความสำคัญของฝ่ายชายและสังคมด้วยว่าได้สนใจถึงเสียงของผู้หญิงหรือไม่ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้แต่ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาหรือปัจจัยอื่นๆ การมองเห็นความสำคัญของเสียงและการตระหนักถึงสิทธิของผู้หญิง ในพื้นที่ยังไม่ไม่มาก 2) มุมมองของการใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องของครอบครัวและมรดก เนื่องจากภายในสังคมมุสลิมจำเป็นต้องยึดถือและปฏิบัติวิถีทางของศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความสำคัญในการดำรงชีวิต จากข้อมูลของผู้หญิงพบว่าในแง่ของกระบวนการตามหลักการศาสนาผู้ชายเป็นผู้ตัดสินคดี แต่ยังไม่มีผู้หญิงเข้าไปทำหน้าที่รับฟังหรือให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะในกรณีต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเอง จึงขอเสนอแนะว่า ในกรณีที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในครอบครัว หรือในกรณีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเรื่องครอบครัว และมรดก หรือในกรณีอื่นๆที่กระทบต่อสิทธิของผู้หญิง ควรมีตัวแทนผู้หญิงเข้าไปร่วมรับฟังและทำข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตั้งแต่เรื่องของยุติธรรมชุมชนจนถึงระดับกระบวนการไต่สวนทางศาลของดะโตะยุติธรรม จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เข้าร่วมประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมมีความตระหนักในเรื่องของการให้ผู้หญิงรู้จักตระหนักถึงสิทธิของตนเองที่มีความเหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรม ศาสนาและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ในการพูดคุยถึงปัญหาของผู้หญิง สร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงในชุมชน เช่น ด้านเศรษฐกิจ การปฏิบัติตามหลักการศาสนาที่ถูกต้องทั้งภายในครอบครัวและชุมชน มุมมองของศาสนาอิสลามในเรื่องของครอบครัวและมรดก โดยมีการสนับสนุนจากเครือข่ายของผู้หญิงในพื้นที่ที่เข้ามาร่วมประชุม การสนับสนุน จากทางคณะที่ปรึกษาฯ ในการหยิบยกประเด็นของผู้หญิงที่ได้พูดคุยและหาแนวทางในการดำเนินการต่อไป 3) ปัญหาในการใช้สิทธิในการแต่งกายและปฏิบัติตามความเชื่อตามหลักการของศาสนา จากการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้หญิง หลายกลุ่มใน สาม จชต. พบว่า ปัญหาที่พบในปัจจุบันของผู้หญิงมลายูมุสลิม ในการออกไปหางานทำนอกบ้าน ในสถานประกอบการด้วยเพราะความจำเป็นในการอยู่รอด แต่ถูกลิดรอนสิทธิในการแต่งกายและปฏิบัติตามความเชื่อตามหลักการของศาสนา เช่น การไม่อนุญาตให้ใส่ผ้าคลุมผม (ฮิญาบ) และจำเป็นต้องแต่งกายตามที่สถานประกอบการเอกชนกำหนด อย่างไรก็ตาม หลักศาสนาไม่ได้ห้ามให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านตามความจำเป็น แต่การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาและความเชื่อของตนเองทำให้วิถีชีวิตและการยึดหลักการตามศาสนาของชาวบ้านเปลี่ยนไป ทำให้มีการปฏิบัติตามความเคยชิน ทั้งๆที่ในรัฐธรรมนูญก็ได้มีการกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานไว้อยู่แล้ว ทั้งสถานประกอบการควรปฏิบัติตามและชาวบ้านควรรับรู้ถึงสิทธิของตนเอง ผู้เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เป็นแรงงานระดับล่างและระดับกลางที่เป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นยังจำกัดช่องทางการหารายได้ของครอบครัว ทำให้ภาระส่วนหนึ่งตกเป็นของผู้หญิงและเด็กด้วย เช่น ประชาชนจะไปกรีดยางแต่เช้าน้อยลงทำให้มีรายได้ลดลง ซึ่งประชาชนที่ไม่มีสวนยางเป็นของตนเองก็จะมีความยากลำบากในการหารายได้มากขึ้น ทำให้จำเป็นหาช่องทางในการหารายได้โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งต้องไปทำงานในสถานประกอบการและต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งบางครั้งก็เป็นปัญหาในการที่จะเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง เพราะบางกรณีจะมีเรื่องระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นพันธะระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เช่น เรื่องของหนี้สินที่กู้ยืมมาจากนายจ้าง 2) ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ผู้หญิงส่วนใหญ่เห็นว่าการทำงานของผู้หญิงในพื้นที่ยังขาดอำนาจต่อรองเนื่องด้วยความจำเป็นในการอยู่รอด โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งต้องทำงานเพื่อหารายได้เพิ่มเติม นอกจากงานประจำ เช่น งานปักผ้าคลุมผม จากข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยพบว่า อัตราค่าจ้างต่ำมาก ทั้งๆที่เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือและเวลาในการทำเป็นงานละเอียด หรือการเป็นคนงานรับจ้างที่แพปลา เป็นต้น 3) ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ข้อมูลจากการศึกษาของอาจารย์ เมตตา กูนิง [2] ซึ่งทำการสำรวจกับหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 611 ราย ที่มารับบริการที่คลินิกฝากครรภ์ในโรงพยาบาลปัตตานี ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 21 พฤศจิกายน 2545 ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดกับผู้หญิง ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 51 ของหญิงตั้งครรภ์ที่ให้สัมภาษณ์ ถูกกระทำความรุนแรงในชีวิตสมรส ที่ถูกกระทำทางเพศอย่างเดียว ร้อยละ 5.2 ทางเพศและทางจิตใจ ร้อยละ 20 ทางร่างกาย ร้อยละ 29.6 ซึ่งแบ่งเป็นถูกกระทำทางกายอย่างเบา ร้อยละ 17.5 และอย่างรุนแรง ร้อยละ 12.1 [3] สอดคล้องกับข้อมูลจาก จิตแพทย์จากศูนย์สุขวิทยาจิต เขต 15 ซึ่งพบว่า มีคนไข้ที่เข้ามารักษาปัญหาสุขภาพจิตเพราะต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศในคู่สมรส จากสถานการณ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า หญิงที่ประสบกับการกระทำความรุนแรงทางเพศยังขาดกลไกที่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม ผู้หญิงยังขาดโอกาสเลือกว่าจะใช้ช่องทางใดแก้ไขปัญหา และยังไม่รู้ถึงสิทธิของตนเองทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิมที่ประสบกับการกระทำความรุนแรงทางเพศยังขาดกลไกที่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม ผู้หญิงยังขาดโอกาสเลือกว่าจะใช้ช่องทางใดแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกรณีการถูกข่มขืน ยังไม่เป็นที่ยอมรับในการที่จะเปิดเผยในสังคมมลายูมุสลิม ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ประสบความยากลำบากในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ประเด็ 4) การไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากหัวหน้าครอบครัว ในกรณีหัวหน้าครอบครัวมีภรรยามากกว่า 1 คน และไม่สามารถให้การเลี้ยงดูแก่ภรรยาและบุตรทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากที่มีลูกหลายคนต้องรับภาระในการหาเลี้ยงครอบครัวแต่เพียงลำพัง จึงเป็นสาเหตุให้ไม่สามารดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่ 5) โอกาสในการศึกษา เนื่องจากครอบครัวมุสลิมมักนิยมให้บุตรสาวแต่งงานอายุน้อยทำให้เมื่อเกิดปัญหาครอบครัว เช่น สามีเสียชีวิตหรือหย่าร้าง ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวตามลำพังได้ การตีความที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาบางประการทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้หญิง เช่น การห้ามออกนอกบ้านหลังสามีเสียชีวิต 3 เดือน ทำให้ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ บางรายเสียสิทธิในการขอรับการเยียวยาจากรัฐ [5] 26.1.2 กรณีการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงแรงงานต่างด้าว วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ได้ลงตรวจเยี่ยมชุมชนแรงงานข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงกรณีของการพบแรงงานหญิงข้ามชาติตั้งครรภ์และคลอดบุตรในประเทศไทยว่า แรงงานหญิงกลุ่มนี้จะต้องกลับไปคลอดบุตรในประเทศบ้านเกิด และห้ามครอบครัวเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย[6] [1] รายงานกรรมาธิการ สนช เรื่องการฟัตวาที่สตูล [2] อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี [3] กฎหมายอิสลามอนุญาตให้สามีเฆี่ยนตีภรรยาของตนได้เพื่อเป็นการดัดนิสัยโดยต้อง ไม่ให้เกิดบาดแผล , จะต้องไม่ให้เกิดบาดแผลลึกถึงเนื้อ จะต้องไม่ให้กระดูกแตกหัก จะต้องไม่ตบตีที่ใบหน้า และบริเวณที่จะเป็นอันตราย ที่อนุญาตให้สามีเฆี่ยนตีภรรยาได้นี้ เฉพาะกรณีที่เป็นไปได้ว่าความประพฤติของภรรยาจะดีขึ้น และค่อนข้างมั่นใจว่าภรรยาจะกลับมามีพฤติกรรมที่ดีหากสามีรู้ว่าการเฆี่ยนตีไม่อาจทำให้ความประพฤติของภรรยาดีขึ้นได้ มีแต่จะทำให้กระด้างกระเดื่องมากยิ่งขึ้นก็ไม่ควรเฆี่ยนตี(อัลนิซาอฺ : 33) ถ้าความขัดแย้งไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ 2 คน มาจากญาติของฝ่ายหญิงและชายอย่างละ 1 คน มาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย หากความผิดเกิดจากสามี ให้ภรรยาตักเตือนสามีถึงสิทธิที่ภรรยาจะได้รับ ให้ภรรยาเตือนสามีให้กลัวการลงโทษที่ละเมิดสิทธิของภรรยา ถ้าสามีไม่ยอมปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ให้ภรรยานำเรื่องของตนขึ้นสู่การพิจารณาของ “กอดี “ เพื่อดำเนินการเรียกเอาสิทธิของตน ถ้าสามียังมีพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อภรรยาของตน ทำร้าย หรือด่าว่าภรรยาโดยไม่มีเหตุผล ให้ภรรยาร้องต่อ “กอดี “ ให้ลงโทษสามีได้ ดู( อัลฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) อรุณ บุญชม เล่ม 4 หน้า 95-97 ) [4] สำหรับการชุมนุมครั้งล่าสุดนี้ นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุม ระบุว่า ต้นเหตุของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มาจากได้รับข้อมูลการสังหารชาวบ้านที่ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน โดยเชื่อว่าหนึ่งในนั้นคือหญิงสาววัย 21 ปี ถูกฆ่าข่มขืน ซึ่งเหตุการณ์นี้กลายเป็นตัวจุดประกายให้เพื่อนๆ นักศึกษามีความรู้สึกว่าอยากจะช่วยชาวบ้านเรียกร้องความเป็นธรรม [5] หลักการการห้ามออกนอกบ้านของผู้หญิงกรณีที่สามีเสียชีวิต หรือปรากฏแน่ชัดว่าสามีหายหน้าไปเป็นเวลาเกิน 4 ปี อิดดะห์ของภรรยาจะสิ้นสุดลงในเวลา สี่เดือน กับสิบวัน (อัลบากอเราะห์ :234) ( กักตัวเองไว้ : รอคอย : ถึงกำหนดของพวกนาง : สิ้นสุดกำหนด อิดดะห์ของพวกนาง ในสิ่งที่พวกนางได้กระทำไปในส่วนที่เกี่ยวกับตัวของพวกนาง ละเว้นการใส่เครื่องหอม การแต่งเครื่องประดับ: การสู่ขอ รับการสู่ขอ และแต่งงาน ) สรุป ผู้หญิงที่อยู่ในอิดดะห์เนื่องจากสามีตาย จะออกจากบ้านไม่ได้นอกจากมีความจำเป็นเท่านั้น เช่น ต้องการอาหาร หรือต้องการขายสิ่งของของตนเพื่อหารายได้และไม่มีใครทำแทน หรือจำเป็นต้องไปหาเพื่อบ้านที่เป็นสตรีเพราะความเหงา ในกรณีเช่นนี้ไม่ห้ามนางที่จะออกจากบ้าน (เล่มเดียวกันหน้า 145) นเรื่องการข่มขืนผู้หญิงโดยเจ้าหน้าที่ ได้เคยเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงยึดมัสยิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีกันมาแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2550 หน่วยงานภาครัฐจึงควรให้ความสนใจและรับผิดชอบให้ความคุ้มครองแก่ผู้หญิง และควรให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ในเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงในพื้นที่ [4] นอกจากนี้ยังพบสถิติการข่มขืนมีจำนวนสูงขึ้นแต่เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับจึงทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้