การเลี่ยงพันธกรณีเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของเหตุการณ์โดยไม่เลือกปฏิบัติ (ข้อ4) ข้อจำกัดของการดำเนินงาน

การเลี่ยงพันธกรณีเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของเหตุการณ์โดยไม่เลือกปฏิบัติ (ข้อ4)

ข้อจำกัดของการดำเนินงาน

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าข้อจำกัดส่วนใหญ่ในการดำเนินงานเพื่อการเคารพสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับข้อบทที่ 4 นั้น เป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากกฎหมายเป็นหลัก ดังต่อไปนี้

4.1.1        พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ..2457

เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ทหารในการประกาศกฎอัยการศึกในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ หรือเมื่อมีสงครามหรือการจลาจลเกิดขึ้นในพื้นที่เขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารใด ทั้งนี้โดยการประกาศพระบรมราชโองการ และเมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึกแล้วกฎหมายได้บัญญัติให้ทหารมีอำนาจดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ในท้องที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกตามเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกในประเทศต่าง ๆ ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้ยังใช้บังคับอยู่

 

4.1.2        พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2495

เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่กรณีที่มีสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังไม่ถึงขนาดต้องมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก กฎหมายฉบับนี้จึงให้อำนาจแก่พลเรือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆตามความเหมาะสมและตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติโดยเร็ว  ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548

 

4.1.3        พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2548 ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานีและยะลา และได้ขยายเวลาบังคับใช้ออกไปทุกๆ 3 เดือน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวประชาชนโดยยังไม้ต้องมีข้อกล่าวหา  แต่ทั้งนี้การออกหมายจับตาม พรก. (หมาย ฉฉ.) จำเป็นต้องขออนุญาตศาลในการออกหมายจับ และเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมต้องขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวทุกๆ 7 วัน

ในการประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2548 นั้น ประเทศไทยมิได้แจ้งรัฐภาคีผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ เนื่องจากเห็นว่าในการประกาศใช้พระราชกำหนดฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมิได้ใช้ทุกมาตรา โดยยกเวันการใช้มาตรา 9 ตาม พรก. ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ประธานคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้น แสดงความกังวลในการใช้พระราชกำหนดฯดังกล่าวด้วยเหตุผลสนับสนุนสองประการ ประการแรก คือ เป็นการให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจากการถูกดำเนินคดี อีกประการหนึ่ง คือ เป็นการระงับอำนาจของศาลปกครองในการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน ปล่อยให้ประชาชนปราศจากที่พึ่งหากถูกละเมิด แม้ว่าจะมีขอบเขตอยู่บ้าง แต่พระราชกำหนดฯยังมีช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการจับกุมโดยพละการและการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องต่อผู้ถูกคุมขัง ในทางปฏิบัติแล้ว อำนาจของรัฐบาลไม่แตกต่างจากอำนาจที่มีในกฎอัยการศึก เพียงแต่มีความรับผิดชอบน้อยกว่า

คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติยังมีความเห็นว่า การนำพระราชกำหนดฯ มาบังคับใช้แม้ว่าจะมีความจำเป็นเพื่อให้ทราบถึงข้อมูลโครงสร้างการก่อการร้ายที่ไม่สามารถได้มาด้วยวิธีอื่น  และเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่ลุกลามขยายตัวมากขึ้น  แต่จากสภาพวิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมาก่อน ทำให้การนำมาตราการที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐมาก เป็นเสมือนดาบสองคมที่หากใช้อย่างไม่เหมาะสมสามารถสร้างผลเสียต่อภาครัฐได้มากเช่นกัน[1]

พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นี้ ยังทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ อีกทั้งไม่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับทั้ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457  ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการละเมิดสิทธิของประชาชนมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐและชาวบ้าน

ผลกระทบที่เกิดจากการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ คือ

-          ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวประชาชนได้ 30 วัน โดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา (มาตรา 12)

-          การไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมในสามวันแระหลังการถูกควบคุมตัว  ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวบางคนถูกซ้อมทรมาน  ซึ่งต่อมาแม่ทัพภาค 4 ได้ยกเลิกระเบียบการห้ามเยี่ยมดังกล่าว

-          การไม่มีสิทธิได้พบทนาย เนื่องจากควบคุมตัวตาม พรก. ผู้ถูกควบคุมตัวไม่ถือว่าเป็นผู้ต้องหา  หรือผู้ถูกกล่าวหา แต่ต่อมาได้มีการออกระเบียบปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการเยี่ยม โดยอนุญาตให้บุคคลอื่น สามารถเข้าเยี่ยมได้แต่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่ควบคุมเป็นรายไป  ทั้งนี้ ทางศูนย์พิทักษ์สันติ โรงเรียนตำรวจภูธรภาค 9 ได้พิจารณาอนุญาตให้ทนายสามารถเข้าเยี่ยมได้ โดยต้องขออนุญาตจาก ผบ ศปก.ตร.สน.เป็นรายๆไป

-          พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินตัดสิทธิประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายในการดำเนินคดีปกครองเพื่อเอาผิด เจ้าหน้าที่รัฐในกรณีที่มีการกระทำผิด (มาตรา 17)

-          การละเมิด และแทรกแซงสิทธิความเป็นส่วนตัว และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของบุคคล (มาตรา 9) เช่น การห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด  การห้ามการชุมนุม   ห้ามการเสนอข่าว หรือเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์  การห้ามใช้เส้นทางคมนาคม  ห้ามใช้อาคารสถานที่ หรือ การอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ เป็นต้น

สถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่  2 กันยายน พ.ศ. 2551 รัฐบาลนายสมัคร  สุนทรเวช  ได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในเขตกรุงเทพมหานคร  โดยนำพระราชกำหนดทุกมาตรามาใช้ปฏิบัติ รวมทั้งมาตรา 9 แต่ได้มีการยกเว้นในข้อ (1) การห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดฯ อย่างไรก็ดียังไม่มีรายงานว่าประเทศไทยได้แจ้งการประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  ต่อรัฐภาคี โดยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ ตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง  รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 กันยายนพ.ศ. 2551

 

4.1.4        กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์พิเศษ

เช่น พ.ร.บ.การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.. 2522, พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.. 2547  และ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นต้น



[1] รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ หน้า 21