กรอบความคิด การคิดนอกกรอบ

พลังแห่งการเปลี่ยนกรอบความคิด

(Paradigm shift)

เรียบเรียงจาก
สตีเฟน อาร์. โควีย์. (2551). 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิภาพ. (หน้า 38-48). แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี.

       ดูภาพด้านล่าง คุณเห็นภาพสตรี? อายุสักเท่าใด? เค้าหน้าเป็ นอย่างไร? แต่งตัวเช่นไร? คุณสวมบทบาทใดในการมอง?

       คุณอาจบรรยายว่า สตรีในภาพอายุราว 25 ปี หน้าหวาน สวมอาภรณ์ทันสมัย จมูกเล็ก จิ้มลิ้มพริ้มเพรา ถ้าคุณเป็นหนุ่มโสดคุณคงอยากชวนเธอออกเดต หากคุณอยู่ในธุรกิจขายปลีก คุณคงอยากติดต่อเธอมาเป็นนางแบบแฟชั่นจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนบอกว่าคุณเป็นฝ่ายผิด สตรีในภาพอยู่ในช่วงวัย 60-70 ปี หน้าเศร้าจมูกโต และที่แน่ๆ ไม่เฉียดไม่ใกล้การเป็นนางแบบ สตรีชราที่คุณจะช่วยพยุงเดินข้ามถนนนับเป็นเรื่องสำคัญมากที่ คุณจำเป็นต้องมองให้ออกทั้งสตรีวัย 25 ปี และสตรีชรา ในภาพเดียวกันนี้ ก่อนจะอ่านต่อไป

      การที่คนสองคนมองสิ่งเดียวกัน มองเห็นแย้งกัน และถูกทั้งสองฝ่าย มิใช่เรื่องตรรกะ หากแต่เป็นเรื่องจิตวิทยา อิทธิพลที่มีต่อชีวิตของเรา ครอบครัว โรงเรียน สถาบันศาสนา สภาพในที่ทำงาน เพื่อน ผู้ร่วมงาน และกรอบความคิดสังคมในกระแสหลัก เช่น จรรยาบรรณบุคลิกภาพองค์ประกอบทั้งมวลส่งผลเงียบเชียบในจิตใต้สำนึกกระทบต่อเรา บิดดัดกรอบอ้างอิง กรอบความคิดของเราภาพนี้ แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดส่งผลกระทบสำคัญยิ่งต่อวิธีที่เราสานสัมพันธ์กับผู้อื่นคนเราแต่ละคนมักจะเชื่อว่าเรามองเห็นสรรพสิ่งตามสภาพแท้จริงที่เป็นอยู่ เรามองโดยไม่เจืออารมณ์ความรู้สึกเข้าไป แนวคิดนี้ห่างไกลความจริง เรามองโลกมิใช่ตามสภาพแท้จริงที่    เป็นอยู่

      หากแต่เป็นสภาพที่เราดำรงอยู่ ตามสภาพที่เราถูกวางเงื่อนไขให้เห็น มองเห็นโดยใช้อารมณ์ตัดสินใจ ในยามที่เราเปิดปากอธิบายสิ่งที่เราเห็น แท้จริงแล้วเราบรรยายตัวตนของเรา การรับรู้ของเรา และกรอบความคิดของเรา หากผู้อื่นโต้แย้ง เราจะลงความเห็นในทันที่ว่าผู้อื่นน่าจะมีความผิดปกติในตัว แต่ก็มิได้หมายความว่า ในโลกนี้ไม่มีข้อเท็จจริง หากแต่การตีความขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในใจก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงไม่มีความหมายแตกต่างไปจากการตีความ หากเราตระหนักถึงกรอบความคิดพื้นฐาน เรารับผิดชอบต่อกรอบความคิดนั้น สอบทาน ทดสอบเปรียบเทียบกับความเป็นจริง รับฟังผู้อื่น และเปิดใจให้รับการรับรู้ของผู้อื่น

     นั่นก็หมายความว่า เราจะได้เห็นภาพขนาดใหญ่ขึ้น จากมุมมองที่ปลอดอารมณ์ความรู้สึก มาเกี่ยวข้องด้วยทั้งจรรยาบรรณคุณลักษณะและจรรยาบรรณบุคลิกภาพ เป็นตัวอย่างของกรอบความคิดทางสังคม คำว่า กรอบความคิด (paradigm) มาจากภาษากรีก เดิมทีนิยมใช้ในแวดวงวิทยาศาสตร์         

       ปัจจุบันนำมาใช้แพร่หลายในบทสนทนาทั่วไป หมายความถึงต้นแบบ ทฤษฎี การรับรู้ การอนุมานหรือกรอบอ้างอิง ความหมายทั่วไปคือ วิถีที่เรา ‘มอง’ โลก มิใช่การมองเห็นด้วยดวงตา หากแต่เป็ นการรับรู้ การทำความเข้าใจ และการตีความความหมายลํ้าลึกที่ได้จากภาพ คือเรื่อง “การเปลี่ยนกรอบความคิด (paradigm shift)” คำศัพท์นี้บัญญัติโดย ทอมัส คูห์น ในหนังสือทรงอิทธิพลชื่อว่า The Structure of Scientific เริ่มต้นจากการคิดนอกกรอบ ล้างวิธีความคิดเก่า ล้างกรอบความคิดเก่าโตเลมี

      นักดาราศาสตร์อียิปต์ผู้ยิ่งใหญ่ ตราคำสอนว่าโลกเป็นศูนย์กลางเอกภพ แต่โคเพอร์นิคัสเปลี่ยนกรอบความคิด แม้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคและการต่อต้านมากมาย วางดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสุริยจักรวาล ทันใดนั้น สรรพสิ่งต้องหวนกลับมาตีความกันใหม่การเปลี่ยนกรอบความคิดของไอน์สไตน์จนเกิดเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ สามารถสร้าง       ปรากฎการณ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์อย่างพลิกฟ้าดิน และกลายเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน ใช้พยากรณ์และอธิบายเนื้อหาซับซ้อนของจักรวาล สสาร พลังงาน ปรมาณู การยืดหดของเวลา เป็นต้นถึงแม้กรอบความคิดจะเปลี่ยนเป็นทางลบหรือบวก จะผุดขึ้นด่วนทันใดหรือผ่านการวางแผนยาวนาน การเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้เรามองโลกด้วยสายตาใหม่ การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทรงพลัง กรอบความคิดของเรา ไม่ว่าถูกหรือผิด เป็นรากฐานของทัศนคติของเรา พฤติกรรมของเรา และการสานสัมพันธ์กับผู้อื่น